ภาค 2: ข้าไม่ใช่ผู้คุมของเจ้า
จากนั้นเขาก็กุมบังเหียนของล่อแล้วออกเดินต่อไป รูธมองลงไปยังหุบเขาเบื้องล่าง เมืองเรดครีกดูเหมือนรอยเปื้อนสีดำมืดที่เต็มไปด้วยภูตผี แล้วเธอก็จับจ้องไปยังรอยเท้าขนาดใหญ่ของกิเดียนที่ย่ำลึกลงไปในโคลนอันเย็นเยียบ เธอกระชับผ้าห่มในอ้อมแขนให้แน่นขึ้น แล้วก้าวเดินไปตามรอยเท้านั้นของเขาทันที
พวกเขาสมรสกันในวันรุ่งขึ้น ณ สถานีการค้าเล็กๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นขนสัตว์เปียกชื้นและเบคอนบูด พระผู้ทำพิธีเป็นชายร่างผอมเกร็งที่ไอโขลกๆ ราวกับใกล้ตาย และเขาไม่ได้เอ่ยถามคำถามใดๆ เลย กิเดียนจ่ายเหรียญเงินสองเหรียญและเปิดสมุดทะเบียนทิ้งไว้
รูธหยิบปากกาขนนกขึ้นมา เขียนลงไปว่า “รูธ มิลเลอร์” จากนั้นเธอก็จ้องมองนามสกุลของอดีตสามีผู้ล่วงลับอยู่นาน ราวกับว่ามันยังคงเป็นตรวนที่ล่ามข้อมือเธอไว้ ทันใดนั้น เธอก็กดปากกาแน่นและขูดฆ่าคำว่า “มิลเลอร์” อย่างรุนแรงจนกระดาษขาดวิ่น
เธอเขียนลงไปใหม่เพียงคำว่า “รูธ” เท่านั้น แล้วเธอก็หยุดรอ
กิเดียนไม่ได้มองมา เขาหันหลังให้และทำเป็นจัดกระเป๋าอานม้า เพื่อมอบสิทธิ์ในการเลือกที่แท้จริงให้แก่เธอ หลังจากนั้น รูธจึงค่อยๆ เขียนต่อท้ายลงไปอย่างแผ่วเบา: “โคล” (Cole)
กระท่อมของกิเดียนไม่ได้ดูเหมือนบ้านทั่วไป มันดูเหมือนป้อมปราการที่สร้างขึ้นเพื่อต้านทานฤดูหนาวเสียมากกว่า ท่อนซุงหนาเตอะ ดินโคลนที่อุดตามร่องไม้ ประตูบานหนัก และมีเพียงห้องเดียวโดดๆ ด้านในมีเตาเหล็ก โต๊ะหนึ่งตัว เก้าอี้สองตัว หีบหนึ่งใบ เตียงกว้างที่ตอกตะปูติดกับพื้น และหนังสัตว์แขวนอยู่ตามผนัง เมื่อพวกเขาเข้ามาด้านใน สายลมภายนอกก็ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ราวกับสัตว์ร้ายที่พ่ายแพ้
“—ถอดรองเท้าบอทของเจ้าซะ” กิเดียนพูดโดยไม่หันมามอง “โคลนบนพื้นมันกำลังจะกลายเป็นน้ำแข็ง”
รูธทำตามด้วยท่าทางแข็งทื่อ เมื่อเธอดึงถุงเท้าออก เนื้อผ้าก็ดึงรั้งติดกับเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ เท้าของเธออาบไปด้วยเลือดที่แห้งกรัง กิเดียนหันกลับมาเห็นบาดแผลเหล่านั้น ในชั่วพริบตา สันกรามของเขาขบแน่น
รูธเตรียมใจรอรับความสมเพช การดูถูกเหยียดหยาม หรือถ้อยคำร้ายๆ
ทว่า… ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย
หยิบตลับยาขี้ผึ้งและผ้าพันแผลสะอาดๆ ออกมาจากหีบ วางพวกมันลงบนโต๊ะ แล้วหันกลับไปจัดการกับเตาไฟตามเดิม
“น้ำมันเคี่ยวกับสมุนไพรคอมเฟรย์ (Comfrey) กลิ่นมันเหม็นหน่อย แต่ช่วยได้ดี”
คืนนั้น รูธนั่งอยู่บนเตียงราวกับนักโทษที่กำลังรอคอยคำพิพากษา เธอห่มผ้าคลุมขึ้นมาถึงคอ กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายตึงเครียดพร้อมที่จะต่อสู้ กิเดียนดับไฟ หยิบหนังควายไบซันมาปูลงบนพื้นหน้าเตาผิงแล้วล้มตัวลงนอน เขาใช้เสื้อโค้กของตัวเองต่างหมอน
“ดับตะเกียงซะ” เขาบอกเสียงเบา
รูธยังคงไม่ขยับ
“มีแค่นี้งั้นหรือ?”
“มีแค่นี้แหละ”
เธอดับไฟ เธอนอนลืมตาตื่นอยู่หลายชั่วโมง ฟังเสียงลมหายใจเข้าออกที่เชื่องช้าของเขา กิเดียนหลับสนิทจริงๆ เขาไม่ได้เสแสร้ง ไม่ได้เฝ้ารอ และไม่ได้ใช้ความเงียบมาเป็นเครื่องต่อรอง และนับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่รูธไม่รู้ว่าจะต้องรับมืออย่างไรกับผู้ชายที่รักษาคำพูดของตัวเองเช่นนี้
สองสัปดาห์ผ่านไป ก่อนที่ภูตผีของมิลเลอร์จะกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง
หิมะตกกระหน่ำมาตั้งแต่รุ่งสาง รูธกำลังล้างจานอยู่ในอ่าง ทันใดนั้น ถ้วยกระเบื้องสีขาวซึ่งเป็นใบโปรดของกิเดียนก็ลื่นหลุดจากมือ มันร่วงกระแทกพื้นและแตกกระจายเป็นชิ้นๆ
เธอตัวแข็งทื่อกับเสียงนั้น ร่างกายของเธอจดจำปฏิกิริยาได้ก่อนที่สมองจะสั่งการเสียอีก: ไหล่ห่อคุดคู้ ท้ายทอยหดเกร็ง และกลั้นหายใจ… เธอเฝ้ารอแรงกระแทกจากฝ่ามือ
เสียงเก้าอี้ของกิเดียนครูดกับพื้น ฝีเท้าหนักๆ ของเขาใกล้เข้ามา รูธหลับตาลงแน่น
หนึ่ง… สอง…
ฝ่ามือใหญ่เอื้อมมาจับที่ข้อมือของเธอ แต่ไม่ใช่เพื่อหักบิดมัน… หากแต่เพื่อรั้งเธอไว้เบื้องหลังเบาๆ
“อย่าถอยไปตรงนั้น” กิเดียนบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เจ้าไม่ได้ใส่รองเท้า เดี๋ยวจะโดนบาดเอา”
รูธค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขากำลังก้มมองเศษถ้วยบนพื้น ไม่ได้มองหน้าเธอเลยสักนิด เขาคุกเข่าลง หยิบผ้าขี้ริ้วมาพลันเก็บเศษกระเบื้องเหล่านั้นขึ้นมาทีละชิ้น
“ข้าทำมันแตก” เธอซุบซิบเสียงแผ่ว
“อืม ข้ามีตา ข้าเห็นแล้ว”
“ท่านจะไม่… ข้าหรือ?” เธอพูดไม่จบประโยค
กิเดียนลุกขึ้นยืน เขาจ้องมองเธอและมีกระแสอารมณ์อันมืดหม่นพาดผ่านดวงตาคู่นั้น แต่มันไม่ใช่ความโกรธ… มันคือความเข้าใจ
“รูธ หนี้สินต่างหากคือสิ่งที่ข้าซื้อมา ไม่ใช่กระสอบทรายเอาไว้ระบายอารมณ์ ถ้าเจ้าทำถ้วยแตก เราก็แค่กวาดมันทิ้ง ถ้าเจ้าทำอาหารไหม้ เราก็แค่กินของไหม้ๆ ข้าบอกเจ้าแล้วว่าข้าจะไม่ทำร้ายเจ้าด้วยความโกรธ เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนโกหกงั้นรึ?”
“ผู้ชายทุกคนก็โกหกทั้งนั้นเวลาโกรธ” เธอพูดพร้อมกับหยาดน้ำตาที่ไหลพรากผ่านแก้มที่เปื้อนคราบแป้งทำขนม
กิเดียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็หยิบแก้วเหล็กเทกาแฟใส่แล้วยกขึ้นดื่ม
“ใช้แก้วเหล็กนี่แหละดีกว่า” เขาเปรย “เก็บความร้อนได้นานกว่าด้วย”
รูธยังคงยืนนิ่งอยู่ข้างอ่างล้างจานในขณะที่น้ำเริ่มเย็นชืด แต่ในส่วนลึกของจิตใจเธอ… พันธนาการที่มองไม่เห็นบางอย่างได้เริ่มขาดสะบั้นลงแล้ว
ฤดูหนาวกักขังพวกเขาไว้ โลกทั้งใบย่อส่วนเหลือเพียงฟืน ควันไฟ หิมะ และลมหายใจที่แบ่งปันร่วมกัน พวกเขาคุยกันน้อยมาก กิเดียนทำอาหารไม่ค่อยอร่อยแต่เขาก็ตั้งใจทำมันอย่างขะมักเขม้น ส่วนรูธก็ผ่าฟืนด้วยแรงโทสะที่ฝังลึก ราวกับว่าท่อนซุงทุกท่อนมีใบหน้าของพวกคนที่ตราหน้าว่าเธอเป็นอสุรกาย
บางครั้งกิเดียนก็ฮัมเพลงเพี้ยนๆ ออกมา และบางครั้ง… รูธก็เกือบจะหลุดยิ้ม
พวกเขายังไม่ได้มีความสุข… ยังไม่ใช่ตอนนี้ แต่พวกเขาไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว
ปลายเดือนกุมภาพันธ์ พายุหิมะลูกใหญ่ก็มาเยือน กำแพงหิมะสีขาวโพลนพัดถล่มกระท่อมตั้งแต่ช่วงบ่าย หลังคาของคอกม้าสั่นสะทอนครวญครางภายใต้แรงกดทับของหิมะหนาทึบ
“ข้าจะออกไปดูหน่อย” กิเดียนบอกพลันหยิบตะเกียง
“รอให้ลมมันซาก่อนเถอะ”
“ถ้าข้ารอ คอกมันจะถล่มลงมาน่ะสิ”
เขาเดินเปิดประตูออกไป เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง… จนกระทั่งครบหนึ่งชั่วโมง
รูธเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง เธอเปิดประตูออกไปและถูกลมพายุซัดเข้าใส่ราวกับฝ่ามือของยักษ์ หิมะบาดใบหน้าจนแสบชา เธอรุกคืบไปข้างหน้าโดยมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากช่วงแขนของตัวเอง
“กิเดียน!”
เสียงตะโกนของเธอถูกพายุกลืนหายไปในทันที
เธอเดินลุยหิมะที่สูงท่วมถึงต้นขา สิ่งแรกที่เธอพบคือตะเกียงที่พังยับเยินและดับสนิทอยู่บนพื้นหิมะ จากนั้นเธอก็เห็นซากคอกม้าที่พังทลายลงมา และภายใต้ท่อนซุงขนาดมหึมาคานหนึ่ง… เธอพบกิเดียน ขาของเขาถูกทับแน่น ใบหน้าถอดสีจนเป็นสีเทา และริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีพิมพ์ฟ้า
บางสิ่งบางอย่างในตัวของรูธระเบิดออก เธอไม่สนเรื่องอุปกรณ์ ไม่สนเรื่องความกลัว เธอกระชากถุงมือออก สอดมือเปล่าเข้าไปใต้ท่อนซุงที่เย็นเยียบจนบาดผิว แล้วออกแรงดันมันขึ้น
เสี้ยนไม้ทิ่มแทงลึกเข้าไปใต้เล็บของเธอ แต่ท่อนซุงยังคงนิ่งสนิท
“ไม่!” เธอแผดเสียงก้อง
เธอออกแรงดันอีกครั้ง เสียงกระซิบกระซาบจากเมืองเรดครีกดังก้องขึ่นในหัวสมอง: “แข็งแรงเหมือนวัวถึก” “อสุรกาย” “สัตว์ร้าย”
รูธกรีดร้องออกมา ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวด แต่เป็นเพราะความโกรธแค้น เพราะชีวิต และเพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยถูกพรากไปจากเธอ และแล้ว… ท่อนซุงก็ส่งเสียงลั่นเอี๊ยด
เธอทุ่มแรงดันอีกครั้ง โดยใช้ทั้งช่วงไหล่ แผ่นหลัง ความโกรธเกรี้ยว และความรัก… ที่เธอยังไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยนามของมัน ท่อนซุงกิ้งหลุดออกไป
รูธน้ำตาไหลอาบหน้าและทรุดเข่าลงกับพื้น แต่เธอไม่ปล่อยให้ตัวเองได้พัก เธอกระชากเสื้อโค้กของกิเดียนแล้วออกแรงลากเขากลับไปยังกระท่อม ทุกๆ ก้าวที่ย่ำไปช่างราวกับบทลงทัณฑ์ สายลมพยายามจะพรากเขาไปจากเธอ แต่เธอกัดฟันสู้กับพายุและก้าวต่อไป
กิเดียนจับไข้สูงติดต่อกันอยู่สองวัน รูธไม่ได้นอนเลยสักงีบ เธอป้อนชาขมๆ ที่ต้มจากเปลือกไม้หลิว (Willow) ให้เขา คอยเปลี่ยนผ้าชุบน้ำคอยเช็ดตัวและซับเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผาก เธอนั่งฟังเขาละเมอพูดจาไม่ได้ศัพท์ และมีคืนหนึ่ง ในขณะที่เขากำลังเพ้อเพราะพิษไข้ กิเดียนก็คว้ามือเธอไว้และกระซิบว่า:
“อย่าขังหล่อนไว้เลย… หล่อนไม่ได้ทำ…”
รูธชะงักนิ่ง
“ท่านพูดว่าอะไรนะ?”
กิเดียนปรือตาขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเลื่อนลอยด้วยพิษไข้
“ข้าอยู่ที่นั่น… ในเมืองเรดครีก… คืนนั้น… ข้าเห็นมิลเลอร์พลัดตกลงมาเอง… แต่พอข้าจะเข้าไปบอกความจริง เจเบไดอาห์ (Jebediah) ก็ไล่ข้าหนี… มันบอกว่าผู้หญิงร่างใหญ่แบบเจ้ามีประโยชน์ในการขัดตอกชดใช้หนี้ มากกว่าจะปล่อยให้มีชีวิตเป็นอิสระ…”
เลือดในกายของรูธเย็นเฉียบ กิเดียนรู้เรื่องนี้มาตลอด หรืออย่างน้อยที่สุด เขาก็เคยพยายามจะพูดความจริง
ในวันที่สาม พิษไข้ก็ทุเลาลง กิเดียนฟื้นขึ้นมาด้วยริมฝีปากที่แห้งผากและดวงตาที่อิดโรย เขาเหลือบเห็นมือของรูธที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผลซึ่งมีคราบเลือดซึมออกมา
“เจ้าเป็นคนยกท่อนซุงคานนั้นขึ้นงั้นรึ” เขาซุบซิบ
“ใช่”
“เจ้าน่าจะปล่อยข้าทิ้งไว้ตรงนั้น ข้าคงจะกลายเป็นภาระไปอีกหลายสัปดาห์”
“เงียบปากไปเลย กิเดียน”
เขากระพริบตาปริบๆ รูธไม่เคยพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงแบบนี้มาก่อน… ไม่ใช่ด้วยความกลัว ไม่ใช่ด้วยความโกรธ แต่เป็นน้ำเสียงของคนที่มีสิทธิ์อย่างเต็มเปี่ยม
รูธหันไปมองเตียงที่ว่างเปล่า จากนั้นก็หันกลับมามองชายที่ยอมนอนบนพื้นมานานหลายเดือนเพียงเพราะคำสัญญาของตัวเอง
“ถ้าท่านกลับมาเดินได้เมื่อไหร่” เธอเอ่ย และเป็นครั้งแรกที่น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย “ท่านต้องขึ้นไปนอนบนเตียงนั่น”
กิเดียนจ้องมองเธอเงียบๆ รอยยิ้มเล็กๆ ที่ดูเหนื่อยล้าผุดขึ้นบนใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นของเขา
“ครับ… แม่นาง”
ทว่า ฤดูใบไม้ผลิไม่ได้นำพาความสงบสุขมาด้วย
เมื่อหิมะเริ่มละลาย ชายขี่ม้าสามคนก็ปรากฏตัวขึ้นบนเส้นทาง รูธเห็นพวกเขาจากทางหน้าต่าง เธอจำหมวกทรงบิดๆ และหน้าท้องที่พลุ้ยพุงอันขลาดกลัวของหมวดผู้พิพากษาเจเบไดอาห์ได้ในทันที กิเดียนยังคงเดินกะเผลก เขารีบคว้าปืนไรเฟิลคู่ใจขึ้นมา
“ไม่” รูธห้ามไว้
เขาหันมามองเธอ
“รูธ…”
“ครั้งนี้ ข้าจะไม่ยอมซ่อนตัวอยู่หลังใครอีกแล้ว”
เจเบไดอาห์ใช้ด้ามปืนพกเคาะประตูเสียงดังลั่น
“เปิดประตูซะ! ข้ามีคำสั่งมาจากเมืองเรดครีก ผู้หญิงคนนั้นถูกขายไปภายใต้สัญญาที่ฉ้อโกง ทองคำนั่นยังไม่พอจ่ายค่าดอกเบี้ยทั้งหมด เรามาที่นี่เพื่อริบตัวหล่อนกลับไป!”
รูธเปิดประตูออกไป สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดเส้นผมที่ปล่อยสลวยของเธอให้ปลิวไสว เธอยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ร่างกายสูงใหญ่และเยือกเย็น มือทั้งสองข้างมีผ้าพันแผล และมีปืนลูกซองแฝดพิงอยู่ข้างประตู
“ข้าไม่ใช่หนี้สินของใครทั้งนั้น”
เจเบไดอาห์แสยะยิ้ม
“แกก็ยังเป็นนังอสุรกายเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน”
รูธก้มมองลงมาที่เขา และเป็นครั้งแรก… ที่คำพูดนั้นไม่ได้สร้างความเจ็บปวดให้แก่เธออีกต่อไป
“ไม่” เธอตอบ “เมื่อก่อน ข้าคือผู้หญิงที่ถูกขังอยู่ในกรง แต่ตอนนี้… ข้าคือคนถือลูกกุญแจ”
กิเดียนเดินตามออกมาข้างหลังเธอ ใบหน้าซีดเซียวแต่ท่าทางมั่นคงดุดัน
“ข้าเห็นมิลเลอร์ตกตึกลงมาเอง” เขาประกาศ “และแกเองก็รู้ดีว่าหล่อนไม่ได้เป็นคนฆ่า”
ชายขี่ม้าอีกคนหันไปมองเจเบไดอาห์ด้วยความตกใจ ส่วนผู้พิพากษาหน้าถอดสีกลายเป็นสีเผือก และ ณ วินาทีนั้นเอง รูธก็เข้าใจถึงความลับข้อสุดท้าย: พวกมันไม่ได้มาเพราะเรื่องหนี้สินหรอก พวกมันมาเพราะกิเดียนรู้ความจริง และเพราะผู้หญิงที่เป็นอิสระพร้อมกับพยานที่มีชีวิต… สามารถทำลายล้างพวกมันให้ย่อยยับได้
เจเบไดอาห์เงื้อปืนพกขึ้นหมายจะยิง แต่รูธไวกว่า เธอไม่ได้เล็งยิงที่ตัวเขา แต่เธอเหนี่ยวไกใส่ต้นไม้ข้างๆ ศีรษะของมัน เปลือกไม้ระเบิดกระจายออกพร้อมเสียงดังกัมปนาทราวกับฟ้าร้อง ม้าทั่งสามตัวตกใจตื่นตูมร้องลั่น เจเบไดอาห์ร่วงก้นกระแทกปลักโคลนพลันหวีดร้องด้วยความขวัญเสีย
รูธก้าวสืบเท้าเข้าไปใกล้
“ไสหัวกลับไปที่เรดครีกซะ” เธอสั่ง “ไปบอกพวกมันว่านังผู้หญิงร่างยักษ์ในกรงได้ตายไปบนเขาแล้ว ส่วนผู้หญิงที่อาศัยอยู่ที่นี่… จะไม่มีวันกลับไปอีก”
พวกคนขี่ม้ารีบควบหนีเตลิดเปิดเปิงไปก่อนที่เจเบไดอาห์จะทันคลานลุกขึ้นเสียด้วยซ้ำ
คืนนั้น กิเดียนนั่งอยู่ข้างเตาไฟพลันพาดขาที่บาดเจ็บขึ้นสูง รูธวางแก้วเหล็กสองใบลงบนโต๊ะ ใบหนึ่งของเขา… และอีกใบหนึ่งของเธอ
“เจ้ารู้ไหม?” กิเดียนเปรยขึ้น “ตอนที่ข้าเห็นเจ้าอยู่ในกรงนั่น ข้านึกว่าข้าคือคนที่กำลังช่วยชีวิตเจ้าไว้เสียอีก”
รูธทอดสายตามองกองไฟ
“ไม่ใช่หรอก” เธอหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะยกแก้วขึ้นกุมไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง
“ท่านก็แค่เปิดประตูให้ข้า… ส่วนการช่วยชีวิตตัวเองน่ะ ข้าเป็นคนทำมันเองต่างหาก”
กิเดียนพยักหน้ารับช้าๆ
ภายนอกกระท่อม หิมะกำลังละลายและไหลรินเป็นสายน้ำเซาะผ่านโขดหิน ผืนเขากำลังทอดถอนหายใจรับความอบอุ่น และเป็นครั้งแรกในชีวิต… ที่รูธได้หายใจอย่างเต็มปอดเช่นกัน
เพราะความแข็งแกร่งที่แท้จริง ไม่ใช่การอดทนต่อแรงทุบตีโดยไม่หลั่งน้ำตา ไม่ใช่การแบกท่อนซุงหนักๆ หรือการจ้องหน้าคนขลาดทั้งเจ็ดสิบคนโดยไม่ยอมก้มหัว หากแต่ความแข็งแกร่งที่แท้จริง… คือการยอมเปิดใจให้ใครสักคนก้าวเข้ามาอยู่เคียงข้าง หลังจากที่เขาผัดเปิดประตูคงเปิดกรงให้แก่เจ้าแล้วต่างหาก
และรูธ… ผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเคยถูกตีราคาขายประมูลราวกับเป็นอสุรกาย ในที่สุดเธอก็ได้เรียนรู้แล้วว่า เธอไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นสมบัติพัสถานของใคร
เธอเกิดมาเพื่อที่จะมีสิทธิ์ ‘เลือก’ ชีวิตของตัวเอง