III. แผนการเดินทางและการเผชิญหน้า
ในขณะที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับอาหารราคาแพง ฉันหยิบตั๋วเครื่องบินใบเฟิร์สคลาสออกมาวางบนโต๊ะอย่างใจเย็น อัลเธียเหลือบมาเห็นเป็นคนแรกแล้วหลุดขำออกมา
“แม่คะ? นี่ตั๋วเครื่องบินไปอิตาลีคืนนี้เหรอ? แม่จะไปทำไม? ภาษาอังกฤษก็พูดไม่ได้ ภาษาอิตาลีก็ไม่รู้เรื่อง อย่าบอกนะว่าจะไปหลงทางให้คนอื่นเขาหัวเราะเยาะ!” อัลเธียพูดพลางหัวเราะเสียงดัง ทำให้คนทั้งโต๊ะหันมามองและหัวเราะตาม
เจรอมเสริมขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยัน “นั่นสิแม่ ค่าวีซ่า ค่าตั๋ว ค่าโรงแรม มันแพงมากนะ แทนที่จะเอาเงินไปละลายแม่น้ำที่นู่น เอาเงินมาสมทบทุนขยายธุรกิจร้านเสื้อผ้าของแฟนผมดีกว่าไหม?”
วินเซนต์ไม่ได้สนใจคำพูดของน้องๆ เขาพูดแทรกขึ้นมาทันทีเพราะเห็นว่าได้จังหวะ “เออแม่… พูดถึงเรื่องเงิน พอดีเดือนนี้ธุรกิจส่งออกของผมขาดสภาพคล่องนิดหน่อย วันนี้ค่าอาหารแม่ช่วย ‘สไวป์’ บัตรเครดิตใบเดิมให้ก่อนนะ เดี๋ยวเดือนหน้าผมคืนให้พร้อมดอกเบี้ยเลย” เขายิ้มอย่างประจบประแจงเหมือนทุกปีที่ผ่านมา
ฉันมองหน้าลูกๆ ทั้งสามคน นึกถึงความเหน็ดเหนื่อยในอดีตที่สร้างเนื้อสร้างตัวมาเพื่อพวกมัน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงความดูถูกและความเห็นแก่ตัว ฉันยิ้มบางๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ชัดถ้อยชัดคำ
“แม่ไม่ได้จะไปเที่ยว… แต่แม่จะไปใช้ชีวิตอยู่ที่อิตาลีถาวร”
ทั้งโต๊ะเงียบกริบไปอึดใจ ก่อนที่วินเซนต์จะหลุดหัวเราะก๊าก “ไปอยู่ถาวร? แล้วร้านเบเกอรี่ที่เป็นเครือข่ายใหญ่โตของแม่ล่ะใครจะดูแล? แม่จะทิ้งเงินทิ้งทองไปได้ยังไง?”
“แม่ไม่ได้ทิ้ง…” ฉันเปิดกระเป๋าเดินทางใบย่อมแล้วหยิบเอกสารฉบับหนึ่งขึ้นมาวาง “แม่ขายหุ้นทั้งหมดในเครือบริษัทเบเกอรี่ให้กับกลุ่มทุนต่างชาติเรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้ เงินทั้งหมดถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของแม่ และแม่ได้เซ็นสัญญาตัดขาดพวกแกทุกคนออกจากกองมรดก รวมถึงสิทธิ์การบริหารใดๆ ทั้งสิ้น”
คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางโต๊ะอาหารหรู ใบหน้าของลูกทั้งสามคนถอดสีทันที
IV. บิลค่าอาหารมหาศาลและความจริงอันเจ็บปวด
“แม่! ทำแบบนี้ได้ยังไง?! นั่นมันมรดกของพวกเรานะ!” อัลเธียกรีดร้องลุกขึ้นยืนจนเก้าอี้แทบคว่ำ
“ใช่แม่! ถ้าไม่มีเงินจากร้านเบเกอรี่ของแม่ พวกเราจะอยู่ยังไง? ผ่อนบ้าน ผ่อนรถสปอร์ตล่ะ?!” เจรอมเริ่มลนลานจนหน้าซีดเผือด
ในจังหวะนั้นเอง บริกรของร้านล่วงรู้หน้าที่ เดินเข้ามานอบน้อมพร้อมกับวางสมุดหนังสีดำที่มีบิลค่าอาหารอยู่ข้างในลงตรงหน้าของวินเซนต์ เนื่องจากเห็นว่าวินเซนต์เป็นคนสั่งอาหารราคาแพงที่สุดและทำตัวเป็นหัวหน้าโต๊ะมาตลอด
“ค่าอาหารรวมเครื่องดื่มทั้งหมดในค่ำคืนนี้ครับ…” บริกรกล่าว
วินเซนต์เปิดสมุดออกดูด้วยมือที่สั่นเทา ดวงตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นตัวเลขสุทธิ… 350,000 บาท! (เนื่องจากสั่งทั้งไวน์ปีลึก คาเวียร์ และสเต็กวากิวพรีเมียมมาเลี้ยงเพื่อนๆ และพ่อตาแม่ยาย)
“แม่… รูดบัตรให้ก่อนเถอะนะ ผมขอร้อง คืนนี้ผมไม่มีเงินในบัญชีมากขนาดนี้!” วินเซนต์คุกเข่าแทบเท้าฉันด้วยความอับอายต่อหน้าเพื่อนไฮโซของเขา
ฉันลุกขึ้นยืน สะพายกระเป๋าเดินทางใบเก่ง “ตลอดเวลายี่สิบปีที่ผ่านมา แม่จ่ายเงินซื้อความรักปลอมๆ จากพวกแกมามากพอแล้ว วันนี้เป็น ‘วันแม่’ และนี่คือของขวัญชิ้นสุดท้ายที่แม่จะให้พวกแก… นั่นคือบทเรียนชีวิตว่าเงินไม่ได้หามาง่ายๆ”
ฉันหันหลังเดินออกจากห้อง VIP ทันทีโดยไม่หันกลับไปมองเสียงกรีดร้องและเสียงทะเลาะเบาะแว้งที่ดังไล่หลังมา ลูกๆ ของฉันพยายามจะวิ่งตาม แต่ถูกการ์ดของร้านและบริกรขวางไว้เพื่อเคลียร์บิลค่าอาหารมหาศาลนั้น
ฉันก้าวขึ้นรถแท็กซี่ที่จอดรออยู่หน้าร้าน มุ่งหน้าสู่สนามบินด้วยหัวใจที่เบาสบายเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี สู่ชีวิตใหม่ที่อิตาลี… ชีวิตที่เป็นของฉันจริงๆ เสียที