กับดักมรณะจากชายผู้ล่วงลับ
คุณหญิงเบญจาหันขวับไปมองทนายอานนท์ ใบหน้าเชิดขึ้นด้วยความทะนงตน “อ้าว… ทนายอานนท์ มาก็ดีแล้ว รีบเปิดพินัยกรรมเลยสิ จะได้ไล่อีศิรินทร์ออกไปให้พ้นๆ บ้านฉันสักที!”
ทนายอานนท์ไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้าน เขาเดินไปนั่งที่โซฟาตัวใหญ่ เปิดกระเป๋าเอกสารสีดำอย่างใจเย็น แล้วหยิบซองเอกสารตราครุฑขึ้นมาวางบนโต๊ะ
“ทุกคนตั้งใจฟังให้ดีนะครับ” ทนายอานนท์กวาดสายตามองฝูงแร้งที่กำลังยืนตาเป็นมัน “นี่คือพินัยกรรมฉบับจริงและฉบับสุดท้ายของบดินทร์ ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า… ทรัพย์สินทั้งหมดอันได้แก่ คฤหาสน์หลังนี้ เงินสดในบัญชี รถยนต์หรูทุกคัน และหุ้นทั้งหมดในบริษัท ให้ตกเป็นของ ‘ศิรินทร์’ ภรรยาแต่เพียงผู้เดียว“
“เป็นไปไม่ได้!!” มาร์คตะโกนลั่น “ไอ้บดินทร์มันจะทิ้งเงินเป็นร้อยล้านให้ผู้หญิงคนนี้โดยไม่ให้ญาติโกโหติกาเลยได้ยังไง พินัยกรรมปลอมหรือเปล่า!”
“ใจเย็นๆ ครับคุณมาร์ค” ทนายอานนท์ยกมือห้ามพลางยิ้มเย็น “บดินทร์รู้ดีว่าพวกคุณต้องพูดคำนี้ เขาเลยทำ ‘คลิปวิดีโอพินัยกรรม’ ร่วมกับศาลและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไว้ด้วย และที่สำคัญ… บดินทร์ไม่ได้ใจร้ายกับพวกคุณขนาดนั้นหรอกครับ เขามี ‘มรดกพิเศษ’ ทิ้งไว้ให้พวกคุณทุกคนด้วย”
พอได้ยินคำว่า “มรดกพิเศษ” ตาของคุณหญิงเบญจาและญาติๆ ก็ลุกวาวขึ้นมาทันที
“เห็นไหมล่ะ! บดินทร์มันยังเห็นหัวแม่มันอยู่!” คุณหญิงเบญจาพูดอย่างผู้ชนะ “ไหน… มันให้อะไรฉัน?”
ของขวัญแด่คนทรยศ
ทนายอานนท์หยิบเอกสารอีกชุดหนึ่งขึ้นมา “บดินทร์รู้ดีครับว่า ตลอดเวลาที่เขาทำธุรกิจ พวกคุณทุกคนแอบยักยอกเงิน แอบรับสินบน และใช้อำนาจในทางมิชอบจนบริษัทเกือบเจ๊งไปหลายครั้ง… บดินทร์จึงใช้เวลา 6 เดือนสุดท้ายก่อนตาย รวบรวมหลักฐานการทุจริตทั้งหมดของพวกคุณทุกคนเอาไว้ในแฟ้มนี้”
บรรยากาศในห้องโถงเปลี่ยนจากความโลภเป็นความเงียบสงัด ใบหน้าของญาติทั้ง 8 คนเริ่มถอดสี
“และในพินัยกรรมระบุไว้ว่า…” ทนายอานนท์จ้องหน้าคุณหญิงเบญจา “บดินทร์ยก ‘หนี้สิน’ ทั้งหมดที่พวกคุณเคยโกงไปคืนให้… แต่มีข้อแม้ว่า หากใครก็ตามที่ก้าวเท้าเข้ามาในคฤหาสน์หลังนี้เพื่อข่มขู่หรือขับไล่ศิรินทร์หลังจากเขาเสียชีวิต ให้ถือว่าการประนอมหนี้เป็นอันสิ้นสุด และให้ส่งหลักฐานทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อฟ้องล้มละลายและดำเนินคดีอาญาทันที!“
“อะไรนะ?!” คุณหญิงเบญจาอุทาน เสียงสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้
“หมายความว่า…” ฉันก้าวออกมาข้างหน้า ยิ้มเหยียดมองพวกเขาทีละคน “พวกคุณติดกับดักของบดินทร์เข้าเต็มเป้าเลยค่ะ! ถ้าพวกคุณอยู่เฉยๆ ที่บ้าน นิ่งๆ สงบๆ บดินทร์ก็ตั้งใจจะปล่อยผ่านและยกโทษให้… แต่ความโลภมันบังตาพวกคุณจนทนไม่ไหว รีบแจ้นมาไล่ฉันถึงที่นี่ และที่สำคัญ… กล้องวงจรปิดทุกตัวในห้องนี้บันทึกภาพและเสียงตอนที่พวกคุณข่มขู่ฉันไว้หมดแล้ว!”
บทเรียนราคาแพง
หน้าของมาร์คซีดเผือด ขาสั่นจนเกือบยืนไม่อยู่ ญาติคนอื่นๆ เริ่มร้องไห้โฮและโทษกันไปมา บัดนี้จากฝูงแร้งผู้หิวโหยกลายเป็นเพียงหนูสกปรกที่ติดจั่น
“ศิรินทร์… แม่… แม่ขอโทษ” คุณหญิงเบญจาเดินเข้ามาจับมือฉัน น้ำตาไหลพราก “แม่แค่อารมณ์ชั่ววูบ อย่าส่งหลักฐานให้ตำรวจเลยนะ ไม่งั้นพวกเราหมดตัวแน่ๆ”
ฉันสะบัดมือของคุณหญิงเบญจาออกอย่างไม่ใยดี สายตาของฉันว่างเปล่าและเย็นชาถึงขีดสุด
“ตอนที่บดินทร์นอนป่วยอยู่โรงพยาบาล ฉันโทรหาพวกคุณเป็นร้อยๆ สายเพื่อขอให้มาดูใจเขาเป็นครั้งสุดท้าย… แต่พวกคุณบอกว่าติดธุระ ไม่อยากมาโรงพยาบาลให้เสนียดติดตัว” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “พวกคุณไม่มีหัวใจตั้งแต่แรก… แล้วจะมาขอความเมตตาจากฉันงั้นเหรอ?”
ฉันหันไปหาทนายอานนท์ “พี่อานนท์คะ ดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาดได้เลยค่ะ ศิรินทร์จะไม่ยอมความแม้แต่สลึงเดียว!”
“รับทราบครับ” ทนายความยิ้มรับ
“เอา ล่ะค่ะ…” ฉันหันไปมองกลุ่มคนที่เคยคิดจะฮุบสมบัติ ซึ่งตอนนี้สภาพไม่ต่างจากสุนัขจนตรอก “เมื่อกี้พวกคุณให้เวลาฉันหนึ่งชั่วโมงใช่ไหม? แต่สำหรับพวกคุณ… ฉันให้เวลาแค่ 5 นาที! ไสหัวออกไปจากบ้านของฉันและบดินทร์ซะ! ก่อนที่ฉันจะให้รปภ. ลากคอพวกคุณออกไป!”
ญาติทั้ง 8 คนรวมถึงคุณหญิงเบญจาวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงออกจากคฤหาสน์ไปอย่างหมดสภาพ เสียงร้องไห้และเสียงด่าทอกันเองของพวกดังระงมไปจนถึงหน้าประตูรั้ว
ฉันหันไปมองรูปภาพของบดินทร์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องโถง น้ำตาของความเคารพและรักซึ้งไหลอาบแก้ม ฉันพึมพำกับรูปภาพนั้นเบาๆ…
“ขอบคุณนะคคุณบดินทร์… คุณปกป้องศิรินทร์จนถึงวินาทีสุดท้ายจริงๆ”