หลังจากเดินออกมาจากโรงพยาบาล สมองของผมทำงานอย่างรวดเร็วและเยือกเย็นที่สุดในชีวิต ผมไม่ได้ยกเลิกสัญญาเงินกู้ แต่เลือกที่จะเปลี่ยนปลายทางของเงินจำนวนหนึ่งล้านบาทนั้นทันที
ผมโทรหาเพื่อนที่เป็นทนายความและนักสืบเอกชนเพื่อขอความช่วยเหลือ ภายในเวลาไม่ถึงสามวัน ผมก็ได้หลักฐานการคบชู้ การยักยอกเงินกงสีของบริษัทที่นาราทำอยู่ และแผนการที่ทั้งสองคนร่วมมือกันหลอกลวงผมมาตลอดหลายปีอย่างละเอียด รวมถึงหลักฐานสำคัญที่ว่า “แม่ยาย” ของผมไม่ได้ป่วยจริง แต่กำลังไปเที่ยวพักผ่อนอยู่ที่ต่างจังหวัดด้วยเงินที่นารายักยอกมา
วันต่อมา นาราโทรหาผมด้วยน้ำเสียงเร่งรัดและแสร้งทำเป็นร้องไห้
“คุณคะ! เงินหนึ่งล้านได้หรือยัง? หมอบอกว่าถ้าไม่จ่ายค่าผ่าตัดวันนี้ แม่จะไม่รอดนะ!”
ผมแสร้งทำเสียงเคร่งเครียดและตอบกลับไป:
“ได้แล้วครับนารา ผมเพิ่งโอนเงินหนึ่งล้านบาทเข้าบัญชีส่วนตัวของคุณแล้วนะ รีบเอาไปให้หมอเถอะ ผมเป็นห่วง”
ปลายสายตอบรับด้วยความดีใจจนปิดไม่มิดก่อนจะรีบวางสายไป โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า เงินหนึ่งล้านบาทนั้น… มีข้อผูกมัดทางกฎหมายที่ฉันเตรียมไว้ให้
ตอนที่ 3: วันเปิดหน้ากาก
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา นาราและภานุนัดเจอกันที่ร้านอาหารหรูเพื่อฉลองให้กับคอนโดใหม่ที่พวกเขาเพิ่งไปเซ็นสัญญาดาวน์มาโดยใช้เงินของผม พวกเขากำลังชนแก้วไวน์กันอย่างมีความสุข โดยไม่รู้เลยว่าผมกำลังเดินเข้าไปในร้านพร้อมกับแขกรับเชิญพิเศษสามคน
เมื่อนาราเห็นผมเดินเข้าไปพร้อมกับ ตำรวจสองนาย และ ทนายความ ใบหน้าของเธอที่เคยยิ้มแย้มก็ถอดสีทันที
“คุณ… คุณมาที่นี่ได้ยังไง? แล้วพาตำรวจมาทำไม?” นาราลนลาน
ผมยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน แต่แววตาเย็นชาจนเธอต้องสะท้าน ก่อนจะส่งเอกสารปึกหนึ่งให้เธอและภานุ
“นี่คือหมายศาลฟ้องหย่า ข้อหาคบชู้ และฟ้องเรียกค่าเสียหายจากคุณและชู้ของคุณเป็นเงินสามล้านบาท” ทนายความของผมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
ภานุรีบตะโกนสวนทันที: “เฮ้ย! จะมาฟ้องอะไร เงินหนึ่งล้านนั่นแกโอนให้นาราเองด้วยความเสน่หา พวกฉันไม่ได้ขโมยมาสักหน่อย!”
ผมหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะเฉลยความจริง:
“ภานุ… นายคิดว่าคนอย่างฉันจะโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ? เงินหนึ่งล้านที่ฉันโอนให้นารา ฉันไม่ได้โอนในนามส่วนตัว แต่ฉันโอนในนาม ‘เงินกู้ยืมเพื่อธุรกิจของบริษัท’ ที่ฉันเป็นหุ้นส่วนอยู่ โดยมีลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ของนารายอมรับเงื่อนไขตอนที่เธอเซ็นรับเงินผ่านแอปพลิเคชัน และที่สำคัญ… ฉันแจ้งความดำเนินคดีกับพวกเธอทั้งสองคนในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงโดยเจตนา ด้วย”
นาราหน้าซีดเผือดเหมือนคนกำลังจะหน้ามืด “คุณทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง?! ฉันเป็นภรรยาของคุณนะ!”
“ภรรยางั้นเหรอ?” ผมก้มลงไปกระซิบข้างหูเธอ “ตั้งแต่วันที่ฉันยืนอยู่หน้าห้องพักที่โรงพยาบาล แล้วได้ยินเธอคู่กับชู้รักหัวเราะเยาะความโง่ของฉัน… คำว่าภารกิจหรือภรรยา มันก็ตายไปจากใจฉันแล้ว นารา”
ตอนจบ: บทสรุปของคนทรยศ
แผนการแก้แค้นของผมดำเนินไปอย่างสมบูรณ์แบบและเงียบเชียบที่สุด โดยที่ผมไม่ต้องเปลืองแรงลงไม้ลงมือเลยสักนิด
-
นาราและภานุ ถูกจับกุมในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง เงินหนึ่งล้านบาทที่ได้ไปถูกศาลสั่งอายัดเพื่อคืนให้แก่บริษัทของผม คอนโดหรูที่พวกเธอวาดฝันไว้ถูกยึดทรัพย์ และทั้งสองคนต้องเผชิญกับโทษจำคุก
-
นอกจากนี้ นารายังถูกไล่ออกจากงานทันทีหลังจากที่บริษัทของเธอได้รับหลักฐานเรื่องการยักยอกเงินที่ผมส่งไปให้
-
แม่ของนาราเมื่อรู้เรื่องเข้าก็โกรธและอับอายมากจนประกาศตัดแม่ตัดลูกกับเธอ
ในวันศุกร์ที่ศาลตัดสินคดี นารามองมาที่ผมด้วยสายตาอ้อนวอนและหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความสำนึกผิด แต่มันสายเกินไปแล้ว น้ำตาเหล่านั้นไม่ได้ทำให้หัวใจของผมสั่นคลอนเลยแม้แต่น้อย
ผมเดินออกมาจากศาล สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด ท้องฟ้าวันนี้ดูสดใสกว่าทุกวัน เงินหนึ่งล้านบาทกลับคืนมาสู่กระเป๋าของผมพร้อมกับอิสรภาพ และนี่คือบทเรียนราคาแพงที่คนทรยศต้องชดใช้ไปตลอดชีวิต… ยินดีด้วยกับชีวิตใหม่ของฉัน
[จบบริบูรณ์ – อวสาน]