ตอนที่ 2 (ตอนจบ): วันแห่งการพิพากษา (เมื่อคนหน้าไหว้หลังหลอกต้องคุกเข่า)
เนื้อเรื่อง (Story Content)
“คุณพี่คะ… เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมต้องเสียงดังขนาดนั้นด้วย” น้าพิมพ์เริ่มหน้าเสีย เสียงที่เคยจิกกัดเริ่มสั่นเครือเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนของผู้เป็นสามี
คุณพ่อไม่ตอบ แต่ยื่นกระดาษแผ่นนั้นไปตรงหน้าของน้าพิมพ์และมินต์ด้วยมือที่ยังคงสั่นระริก
“พวกเธอ… ดูนี่ซะ ดูให้เต็มตา!” คุณพ่อเค้นเสียงพูดออกมาจากลำคอ
น้าพิมพ์และมินต์รีบชะโงกหน้าเข้ามาดูตัวอักษรบนกระดาษแผ่นนั้น ทันใดนั้น ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยก็พลันซีดเผือดราวกับกระดาษ ไร้ซึ่งสีเลือด ดวงตาของทั้งคู่เบิกกว้างด้วยความช็อกขั้นสุด
บนหัวกระดาษตราครุฑสีทองอร่าม มีข้อความระบุไว้อย่างชัดเจน:
“ประกาศผลการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ” อันดับที่ 1 ของประเทศ (คะแนนเต็ม 100%): นางสาวนีน่า อัครเดชา ได้รับทุนการศึกษาพระราชทานเต็มจำนวนตลอดหลักสูตร พร้อมใบเชิญเข้าร่วมตระกูลเกียรติยศในฐานะผู้ทำชื่อเสียงให้ประเทศชาติ
“ป… เป็นไปไม่ได้! อีตานี่เนี่ยนะ… จะได้อันดับหนึ่งของประเทศ? ระบบต้องรวนแน่ๆ! มันต้องโกง!” มินต์กรีดร้องออกมาอย่างรับไม่ได้ เธอทุบโต๊ะเสียงดังลั่น ตัวสั่นเทาด้วยความอิจฉาริษยา
“เพียะ!!!”
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าดังสนั่นห้องนั่งเล่น… แต่คน ที่ลงมือไม่ใช่ฉัน แต่เป็น คุณพ่อ ที่ตบหน้ามินต์อย่างแรงจนเธอหน้าหันลงไปกองกับพื้น
“คุณพี่! ทำไมทำลูกมินต์แบบนี้คะ?!” น้าพิมพ์กรีดร้อง รีบเข้าไปประคองลูกสาว
“หุบปากทั้งแม่ทั้งลูกนั่นแหละ!” คุณพ่อตวาด เสียงดังจนบ้านแทบแตก “พวกแกสองคนรู้ไหมว่าซองที่นีน่าถืออยู่มันคืออะไร? มันไม่ใช่แค่ใบประกาศผลสอบธรรมดา… แต่มันมีจดหมายประทับตราลับจาก ‘ท่านประธานใหญ่ทรงอิทธิพล’ เจ้าของเครือธุรกิจระดับโลกที่เป็นผู้อุปถัมภ์มหาวิทยาลัยนี้!”
คุณพ่อชี้หน้าสองแม่ลูกที่กำลังตัวสั่นด้วยความกลัว
“ในจดหมายระบุว่า… ท่านประธานถูกใจบทความวิเคราะห์เศรษฐกิจของนีน่าในข้อสอบมาก และได้เซ็นอนุมัติรับนีน่าเข้าเป็น ‘ทายาททางธุรกิจสายตรง’ พร้อมเตือนมาว่า… ถ้าหากตระกูลของเราดูแลนีน่าไม่ดี หรือทำให้เธอเสื่อมเสียแม้แต่ปลายก้อย เครือธุรกิจของตระกูลเราจะถูกฟ้องล้มละลายและถูกยึดทรัพย์ภายใน 24 ชั่วโมง!”
คำพูดของคุณพ่อเหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางหัวของน้าพิมพ์และมินต์
จากคนที่เคยอยู่เหนือกว่า จากคนที่เคยเหยียบย่ำฉันราวกับเศษขยะ ตอนนี้ทั้งสองคนคุกเข่าลงกับพื้น ร่างกายสั่นเทาราวกับลูกนกโดนน้ำเย็น ความเย่อหยิ่งที่มีมาตลอดหลายปีพังทลายลงในพริบตา
“น… นีน่า… แม่… แม่ขอโทษ ลูกแม่ แม่ไม่ได้ตั้งใจพูดแบบนั้นเลยนะ” น้าพิมพ์รีบคลานเข้ามาเกาะขาฉัน น้ำตาไหลพราก ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อความล่มจม
“ใช่ค่ะพี่นีน่า… มินต์แค่ล้อเล่น มินต์รักพี่นีน่านะคะ” มินต์พูดเสียงสั่น ละล่ำละลักขอความเห็นใจ
ฉันก้มลงมองสองแม่ลูกที่นอนแทบเท้าด้วยสายตาที่เรียบเฉย ไร้ซึ่งความสงสาร ก่อนจะดึงขาออกจากการเกาะกุมอย่างเย็นชา
“สายไปแล้วค่ะ…” ฉันพูดเสียงนิ่ง แต่ทรงพลัง “ตลอดเวลาที่ผ่านมา ที่พวกคุณทุบตี ฉัน จิกหัวใช้ฉัน และตราหน้าว่าฉันเป็นคนไร้ค่า… ฉันจำได้ทุกวินาที และตอนนี้… โลกของพวกคุณมันจบลงแล้ว”
ฉันหันไปหาคุณพ่อแล้วพูดว่า “คุณพ่อคะ หนูจะย้ายออกไปอยู่ที่คอนโดที่ทางมหาวิทยาลัยจัดไว้ให้คืนนี้เลยค่ะ ส่วนเรื่องธุรกิจของคุณพ่อ… ถ้าอยากให้อยู่รอด คุณพ่อคงรู้ใช่ไหมคะว่าต้องจัดการกับ ‘ขยะ’ สองชิ้นนี้ยังไง”
คุณพ่อพยักหน้ารับทันทีด้วยสายตาเฉียบขาด ก่อนจะหันไปมองน้าพิมพ์และมินต์ด้วยความรังเกียจ “พวกแกสองคน… เก็บข้าวของแล้วไสหัวออกจากบ้านฉันไปเดี๋ยวนี้! อย่าให้ฉันเห็นหน้าพวกแกอีก!”
เสียงกรีดร้องอ้อนวอนของน้าพิมพ์และมินต์ดังไล่หลังในขณะที่ฉันเดินลากกระเป๋าออกจากบ้านหลังนั้น แสงตะวันยามเย็นส่องกระทบใบหน้าของฉัน… สะท้อนถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะ “ผู้ชนะ” ที่แท้จริง!
– จบภาค 1 (จบตอน) –