บทที่ 4: หลักฐานชิ้นสำคัญ
คำพูดของคามิลล์ทำให้บรรยากาศในห้องตรวจเงียบกริบลงทันที
ฉันสัมผัสได้ถึงแรงบีบที่มือของคามิลล์ มันอุ่นและมั่นคงมากพอที่จะทำให้ฉันรู้ว่า ฉันไม่ได้กำลังต่อสู้อยู่ตัวคนเดียว
“กะ… กล้องวงจรปิดงั้นเหรอ?” เสียงของเบียนก้าตะกุกตะกักขึ้นมาทันที แววตาที่เคยนิ่งเฉยเริ่มสั่นระริก “ห้องแต่งตัวเจ้าสาวมีกล้องด้วยเหรอ? โรงแรมบ้าอะไรติดกล้องในห้องส่วนตัว!”
“มันเป็นกล้องรักษาความปลอดภัยตรงมุมสูงที่ติดไว้เผื่อกรณีทรัพย์สินสูญหายย่ะ!” คามิลล์หันไปตวาดใส่ “และผู้จัดการโรงแรมเขาก็ยินดีให้ฉันก๊อปปี้ไฟล์ลงมือถือทันทีหลังจากเห็นสภาพเพื่อนฉันเดินสะบักสะบอมออกมา!”
กาเบรียลหน้าถอดสี เขาพยายามทำใจดีสู้เสือ “คามิลล์… อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลยน่า เบียนก้าก็บอกแล้วไงว่านึกว่าเป็นสเปรย์หิมะ มันเป็นอุบัติเหตุ”
“อุบัติเหตุบ้านแกสิ!” คามิลล์เปิดคลิปวิดีโอในมือถือแล้วหันหน้าจอไปทางกาเบรียล เสียงจากคลิปดังชัดเจน… มันคือเสียงของเบียนก้าที่เดินจงใจเดินไปหยิบถังดับเพลิงจากมุมห้อง เดินมาข้างหลังฉัน ยิ้มให้กระจกอย่างเยือกเย็น แล้วกดคันโยกค้างไว้ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องและขอร้องให้หยุดของฉัน แต่เธอกลับหัวเราะคิกคักและจงใจขยับหัวฉีดไล่ตามใบหน้าของฉันที่พยายามหนี
ไม่มีการตื่นตระหนก ไม่มีการปล่อยมือ มีแต่ความสะใจที่ได้ทำลาย
หน้าของกาเบรียลซีดเผือดจนกลายเป็นสีเทา ส่วนเบียนก้าทรุดฮวบลงไปเกาะแขนกาเบรียลแน่นกว่าเดิม ตัวสั่นเทาด้วยความกลัวจริงๆ แล้วในตอนนี้
“กาเบรียล” ฉันเรียกชื่อเขา น้ำเสียงของฉันราบเรียบ แต่หนักแน่น “หยิบแฟ้มเอกสารของคุมกลับไปซะ เพราะฉันจะไม่เซ็นอะไรทั้งนั้น”
“ลาร่า… ฟังฉันก่อน…” กาเบรียลพยายามจะเดินเข้ามาหาฉันที่เตียง
“ออกไป” ฉันพูดสั้นๆ “ออกไปให้พ้นจากหน้าฉัน ทั้งสองคนเลย ก่อนที่ฉันจะให้คามิลล์เรียก รปภ. มารากคอมันออกไป”
บทที่ 5: การล่มสลายของคนเห็นแก่ตัว
หลังจากวันนั้น ฉันเลือกที่จะตัดขาดการติดต่อจากกาเบรียลและครอบครัวของเขาทุกช่องทาง ฉันบล็อกเบอร์ บล็อกโซเชียลมีเดีย และย้ายไปพักที่คอนโดของคามิลล์เป็นการชั่วคราว
ดวงตาของฉันต้องรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โชคดีที่หลังจากผ่านไปสองสัปดาห์ อาการระคายเคืองและรอยขูดขีดที่กระจกตาเริ่มสมานตัว ความพร่ามัวค่อยๆ เลือนหายไป จนกระทั่งสายตาของฉันกลับมามองเห็นได้ชัดเจนเกือบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์
และในวันที่ฉันมองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง… คือวันที่ฉันเริ่มดำเนินแผนการเอาคืน
ฉันให้ทนายความส่วนตัวยื่นฟ้องเบียนก้า อัลวาราโด ในข้อหาทำร้ายร่างกายอันเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจอย่างสาหัส พร้อมทั้งเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินมหาศาล และฉันไม่ได้หยุดแค่นั้น… คามิลล์ช่วยฉันโพสต์คลิปวิดีโอจากกล้อง CCTV ลงบนโลกออนไลน์ พร้อมเล่าความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันแต่งงาน
คลิปนั้นกลายเป็นไวรัลในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
สังคมออนไลน์พากันรุมประณามความโหดร้ายของเบียนก้า และความไร้มนุษยธรรมของกาเบรียลอย่างรุนแรง
ผลกระทบวิ่งเข้าหาพวกเขาราวกับโดมิโนที่ล้มครืน:
เบียนก้า ถูกบริษัทข้ามชาติที่เธอทำงานอยู่บีบให้ลาออกทันทีเนื่องจากพฤติกรรมที่เสื่อมเสียรุนแรง ภาพลักษณ์ของเธอกลายเป็นผู้หญิงใจร้ายที่จงใจทำลายวันสำคัญของผู้หญิงคนอื่น
กาเบรียล ถูกพ่อของเขาตัดออกจากตำแหน่งรองประธานบริษัท เนื่องจากแขกผู้ใหญ่และลูกค้ารายใหญ่หลายรายที่อยู่ในงานวันนั้น พากันถอนหุ้นและยกเลิกสัญญาเพราะรับไม่ได้กับทัศนคติของเขาที่เห็นเรื่องคอขาดบาดตายเป็น “เรื่องขำๆ”
ตระกูลมอนเตโร ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดของงานแต่งงานที่ล่มสลายไป รวมถึงเงินขวัญถุงและของขวัญที่ต้องส่งคืนให้แขกเหรื่อพร้อมคำขอโทษอย่างเป็นทางการ
บทที่ 6: บทสรุป
หนึ่งเดือนต่อมา กาเบรียลมาดักรอฉันที่หน้าคลินิกจักษุแพทย์
สภาพของเขาในวันนั้นดูไม่ได้เลย… เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ขอบตาคล้ำ และไม่มีแววของชายหนุ่มผู้มั่นใจในตัวเองอีกต่อไป ทันทีที่เขาเห็นฉันเดินออกมา เขาก็รีบวิ่งเข้ามาคุกเข่าลงต่อหน้าฉันทันที
“ลาร่า… ฉันขอโทษ” เขาร้องไห้สะอื้น พยายามจะคว้าชายกระโปรงของฉัน “ฉันมันโง่เอง ฉันมันเห็นแก่หน้าตาและชื่อเสียงจนลืมคิดถึงความรู้สึกของเธอ… ตอนนี้เบียนก้ากำลังจะโดนคุก ส่วนบริษัทของพ่อฉันก็กำลังจะล้มละลาย… ได้โปรดเถอะลาร่า ถอนฟ้องเถอะนะ ยุติเรื่องนี้ที เห็นแก่เวลาสี่ปีที่เราเคยลำบากมาด้วยกันเถอะนะ…”
ฉันก้มลงมองผู้ชายที่ฉันเคยรักสุดหัวใจอยู่ครู่หนึ่ง
เวลาสี่ปีที่เคยลำบากมาด้วยกัน… ใช่ เขายังจำมันได้ แต่ในวันที่ฉันเจ็บปวดที่สุด เขากลับโยนมันทิ้งไปเพียงเพื่อปกป้องเพื่อนสนิทของเขา
ฉันค่อยๆ ก้าวถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว เพื่อให้พ้นจากมือของเขา
“กาเบรียล” ฉันพูดด้วยรอยยิ้มบางๆ “จำที่คุมพูดในวันแต่งงานได้ไหม? ว่าฉันเป็นคนไม่มีอารมณ์ขัน…”
เขาเงยหน้าที่นองน้ำตาขึ้นมองฉันอย่างมีความหวัง
“ดังนั้น… เรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณและเบียนก้าในตอนนี้” ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกถึงอิสรภาพที่แท้จริง “ฉันเลยขำไม่ออกจริงๆ ค่ะ… ลาก่อน”
ฉันเดินผ่านเขาไปขึ้นรถของคามิลล์ที่จอดรออยู่ โดยไม่หันกลับไปมองเสียงร้องไห้อ้อนวอนของเขาอีกเลย
ในที่สุด ฉันก็ได้ตระหนักรู้ว่า การรักใครสักคนไม่จำเป็นต้องหมายถึงการยอมทนและสูญเสียตัวตน และการเดินออกมาจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic) คือของขวัญวันแต่งงานที่ดีที่สุดที่ฉันมอบให้กับตัวเอง