6
ความเงียบเข้าปกคลุมลานจอดรถทันที มีเพียงเสียงลมพัดอื้ออึงที่ข้างหู
โทรศัพท์ในมือถูกตัดสายไปแล้ว แต่คำพูดสุดท้ายของเจ้าหน้าที่ยังคงดังก้อง
ราฟาเอลจ้องมองฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและตื่นตระหนก ใบหน้าของเขาที่เคยราบเรียบและมั่นใจในตัวเองเสมอ บัดนี้กลับซีดเผือดไร้สีเลือด
— “เมื่อกี้… ศูนย์สั่งว่ายังไงนะ?”
น้ำเสียงของเขาแต่งแต้มไปด้วยความไม่ยากจะเชื่อ
ฉันเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าอย่างใจเย็น เงยหน้าสบตาเขาตรงๆ
— “ได้ยินแล้วไม่ใช่เหรอ? พรุ่งนี้ฉันจะเป็นกัปตันไฟลต์บินระหว่างประเทศของคุณ”
ตามกฎของสายการบิน เมื่อมีการโอนย้ายเส้นทางบินในกรณีฉุกเฉิน นักบินที่มีชั่วโมงบินและตำแหน่งสูงกว่าในไฟลต์นั้นจะได้รับหน้าที่เป็นกัปตันที่หนึ่ง (Captain) คุมเครื่อง ส่วนอีกคนจะต้องลดบทบาทลงมาเป็นนักบินผู้ช่วย (Co-pilot)
ที่ผ่านมาในเส้นทางเก่า เขาคือหัวหน้าทีม และฉันคือคนที่คอยบินตามหลังเขาเสมอมา
แต่วันนี้ ทุกอย่างกลับตาลปัตร
— “ไม่ได้! ผมจะไปยื่นเรื่องขอเปลี่ยนตัว!” ราฟาเอลพูดขึ้นมาอย่างลนลาน “เราสองคนกำลังมีปัญหากัน จะให้ไปนั่งในค็อกพิท (Cockpit) เดียวกันข้ามทวีปได้ยังไง? อีกอย่าง… เธอเพิ่งย้ายทีมมา จะให้ขึ้นเป็นกัปตันไฟลต์ใหญ่ขนาดนี้คนเดียวได้ยังไง!”
ฉันมองท่าทางกระวนกระวายของเขาแล้วก็รู้สึกสมเพชในใจ
— “ราฟาเอล คุณลืมไปแล้วเหรอ? สามปีก่อนฉันคือคนที่ได้คะแนนเต็มในเครื่องจำลองสถานการณ์จำลองพายุ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท “และคุณเองไม่ใช่เหรอที่เพิ่งพูดบนโต๊ะอาหารเมื่อกี้… ว่าอย่าให้อารมณ์ส่วนตัวมาสะเทือนเรื่องงาน?”
คำพูดของเขาเองในห้องจัดเลี้ยงย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเองจนเขาพูดอะไรไม่ออก
7
บ่ายวันต่อมา ณ ห้องเตรียมความพร้อมก่อนการบิน (Pre-flight Briefing)
บรรยากาศในห้องประชุมเล็กๆ นั้นอึดอัดจนน่าอึดอัด ลูกเรือทุกคนรวมถึงหัวหน้าแอร์โฮสเตสคนใหม่—แฟนเก่าของราฟาเอล—ก็นั่งอยู่ที่นั่นด้วย
เธอมองฉันด้วยสายตาเรียบเฉย แอบแฝงไปด้วยความทะนงตัวตามฉบับของคนที่คิดว่าตนเองถือไพ่เหนือกว่า เพราะคิดว่าราฟาเอลยังคงมีใจให้เธอ
แต่ทันทีที่ฉันเดินเข้าไปในฐานะ “กัปตันผู้ควบคุมเที่ยวบิน” และราฟาเอลเดินตามหลังมาในฐานะนักบินผู้ช่วย สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปทันที
สร้อยข้อมือลิมิเต็ดเอดิชั่นที่อยู่บนข้อมือของเธอและของฉัน ประกายของมันดูหม่นหมองลงไปถนัดตา
— “กัปตันเมียคะ… คือไฟลต์นี้ ราฟาเอลเป็นคนบินไม่ใช่เหรอคะ?” เธอเอ่ยปากถามขึ้นมากลางห้องประชุมเพื่อหยั่งเชิง
ฉันไม่แม้แต่จะมองหน้าเธอ เปิดแฟ้มเอกสารการบินแล้วตอบด้วยเสียงเฉียบขาด
— “ในฐานะกัปตันของไฟลต์นี้ ฉันจะเป็นคนดูแลระบบการบินทั้งหมด ส่วนกัปตันราฟาเอลจะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการติดต่อสื่อสารและตรวจสอบระบบ (Monitoring) มีใครมีคำถามอื่นเกี่ยวกับสภาพอากาศอีกไหม?”
ทั้งห้องเงียบกริบ ราฟาเอลได้แต่นั่งกำหมัดแน่นอยู่ข้างๆ เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตาแฟนเก่าของเขาเลยสักนิด
ความมั่นใจและอีโก้ที่เคยมีของชายหนุ่ม ถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดีต่อหน้าลูกเรือทุกคน
8
เครื่องบินขนาดใหญ่ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าสู่ทวีปยุโรป
ภายในห้องนักบินที่ความสูงสามหมื่นฟุต มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มและแสงไฟจากแผงควบคุมที่กะพริบระยิบระยับ
ความเงียบระหว่างเราสองคนช่างน่าอึดอัด
หลังจากผ่านไปหลายชั่วโมง ราฟาเอลที่ทนความเงียบไม่ไหวก็พังทลายลงในที่สุด เขาอาศัยจังหวะที่ลูกเรือคนอื่นไม่ได้อยู่ด้วย เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา
— “เมีย… เรื่องรูปถ่ายนั้น ผมอธิบายได้นะ” น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความอ้อนวอน “มันไม่มีอะไรจริงๆ วันนั้นเธอแค่ไม่สบายใจเรื่องงานเก่า เลยมาปรึกษาผม… ส่วนแคปชันนั่น เธอเป็นคนโพสต์เอง ผมไม่ได้คิดอะไรเลยจริงๆ”
ฉันยังคงจับคันบังคับเครื่องบิน สายตามองตรงไปยังกลุ่มเมฆเบื้องหน้า
— “มันไม่สำคัญอีกแล้ว ราฟาเอล”
— “ทำไมจะโพสไม่สำคัญ! เธอกำลังจะทิ้งทุกอย่างที่เราสร้างมาด้วยกันตลอดสามปีเพราะรูปถ่ายใบเดียวงั้นเหรอ?!” เขาเริ่มควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
ฉันผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ แล้วหันไปสบตาเขาเป็นครั้งแรกของไฟลต์นี้
— “ฉันไม่ได้ทิ้งเพราะรูปถ่ายใบเดียว แต่ฉันทิ้งเพราะตระหนักได้ว่า ตลอดสามปีที่ผ่านมา… พื้นที่ข้างๆ คุณมันไม่เคยปลอดภัยสำหรับฉันเลย”
ฉันมองไปที่ข้อมือของตัวเองที่ว่างเปล่า เพราะฉันได้ถอดสร้อยข้อมือเส้นนั้นทิ้งไปในถังขยะที่สนามบินเรียบร้อยแล้ว
— “คุณซื้อสร้อยข้อมือเลียนแบบความรู้สึกให้ฉัน ในขณะที่แบ่งปันความหมายที่แท้จริงให้กับคนอื่น คุณบอกให้ฉันรอในที่เดิม ในขณะที่คุณเดินไปส่งเธอทุกคืน… ราฟาเอล ความรักของคุณมันมีเงื่อนไขที่ต้องให้ฉันเป็นฝ่ายทนอยู่ฝ่ายเดียว”
— “เมีย… ผมขอโทษ…” น้ำตาของลูกผู้ชายที่เคยเย่อหยิ่งเอ่อล้นออกมาจากตาของเขา “ผมผิดไปแล้ว ให้โอกาสผมแก้ตัวได้ไหม? หลังจากไฟลต์นี้ ผมจะย้ายกลับไปทีมเดิม จะไม่เจอเธออีก…”
— “สายไปแล้วล่ะ” ฉันตัดบทด้วยเสียงเรียบนิ่ง “หน้าที่ของคุณตอนนี้คือโฟกัสกับแผงควบคุมตรงหน้า อย่าให้อารมณ์ส่วนตัวมาทำให้ผู้โดยสารสองร้อยกว่าคนต้องเสี่ยงชีวิต”
นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ฉันพูดกับเขาในฐานะคนรักเก่า
และหลังจากนั้น… ไม่มีคำพูดอื่นใดหลุดออกมาจากปากของพวกเราอีกเลยตลอดไฟลต์
9
เมื่อเครื่องบินร่อนลงจอดอย่างปลอดภัยที่สนามบินปลายทางในต่างแดน
ในขณะที่ลูกเรือทุกคนกำลังทยอยลงจากเครื่องเพื่อเข้าพักที่โรงแรม ฉันเดินแยกตัวออกไปเซ็นเอกสารสรุปการบินที่เคาน์เตอร์ของสายการบิน
ราฟาเอลวิ่งตามฉันมา เขายืนหอบหายใจอยู่ข้างหลังฉัน ดวงตาแดงก่ำ
— “เมีย… ขอนาทีเดียว ให้ผมได้คุยกับคุณจริงๆ จังๆ เถอะ”
ฉันหันกลับมาส่งยิ้มให้เขา แต่มันเป็นรอยยิ้มที่เหินห่างและแปลกแยกที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น
— “กัปตันราฟาเอลคะ นึกถึงคำพูดที่คุณเคยบอกฉันที่รันเวย์เมื่อสามปีก่อนไหม?”
เขาชะงักไป นึกถึงคำสัญญาที่บอกว่า “ผมจะบินเคียงข้างคุณตลอดไป”
— “ตอนนี้ฉันกลายเป็นกัปตันหญิงตามที่ฝันไว้แล้ว… แต่ท้องฟ้าของฉันกว้างใหญ่เกินกว่าจะกักขังตัวเองไว้ในความสัมพันธ์ที่ต้องคอยระแวงใครอีก”
ฉันกระชับกระเป๋าเดินทางในมือ หันหลังให้เขาอย่างไม่ลังเล
— “หลังจากไฟลต์ขากลับในอีกสองวันข้างหน้า คำสั่งย้ายของฉันจะมีผลสมบูรณ์อย่างถาวร ฉันจะย้ายไปประจำการที่เบส (Base) ต่างประเทศ และเราคงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีก”
— “เมีย! อย่าไป…” เสียงของเขาตะโกนตามหลังมาอย่างสิ้นหวัง
แต่เท้าของฉันยังคงก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แสงแดดของเมืองนอกสาดส่องลงมาบนเส้นทางใหม่ที่ฉันเลือกเอง
ไม่มีความโกรธ ไม่มีคราบน้ำตา และไม่มีความอาลัยอาวรณ์อีกต่อไป
นับจากวินาทีนี้… เส้นทางบินของเราสองคนตัดขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง
เขายังคงต้องจมปลักอยู่กับความรู้สึกผิดและความหยิ่งทะนงที่พังทลายในที่เดิม ส่วนฉัน… ได้โบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้าผืนใหม่ที่ไม่มีวันมีชื่อของเขาอีกต่อไป