ตอนที่ 2: ความจริงเบื้องหลังผ้าม่าน และคำสารภาพภายใต้เสียงน้ำ
เสียงน้ำในห้องน้ำหยุดลงแล้ว มีเพียงเสียงฝีเท้าของเอเดรียนที่เดินนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวออกมาจากห้องน้ำ พลางใช้ผ้าอีกผืนเช็ดผมที่เปียกชื้น เขายิ้มให้ฉันเหมือนทุกวัน ยิ้มที่ดูเหนื่อยล้าแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่น
“มิน่า ทำไมทำหน้าเหมือนเห็นผีแบบนั้นล่ะ?” เขาถามปนขำ
ฉันไม่ได้ตอบอะไร แต่ยื่นหน้าจอโทรศัพท์ของเขาที่ยังคงเปิดค้างหน้าแชตนั้นส่งให้ดู
รอยยิ้มของเอเดรียนแข็งทื่อไปทันที เขาจ้องมองข้อความแจ้งเตือนเงินโอน 120,000 เปโซ และข้อความยาวเหยียดจากแม่ของเขา ใบหน้าของเขาถอดสี มือที่ถือผ้าเช็ดผมค่อย ๆ ลดลงมาข้างตัว
“มิน่า… นี่เธอแกล้งทักหาแม่เหรอ?” เสียงของเขาเริ่มสั่น
“เอเดรียน… อธิบายมาเถอะ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่น “ร้านเบเกอรี่ที่ปาซิก เงิน 2.8 ล้านเปโซในบัญชีนั่น… และที่บอกว่าทุกอย่างเป็นชื่อของฉันมันหมายความว่ายังไง? นายบอกฉันมาตลอดว่านายเป็นแค่ผู้จัดการคลังสินค้า เงินเดือน 38,000 เปโซไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมแม่ของนายถึงมีเงินมากมายขนาดนี้? แล้วทำไม… ต้องเป็นชื่อฉัน?”
เอเดรียนถอนหายใจยาว เขานั่งลงบนโซฟาข้าง ๆ ฉัน ก้มหน้าลงและกุมมือตัวเองไว้แน่น ก่อนจะเริ่มเล่าความจริงที่เขาปิดบังมาตลอดสามปี
“มิน่า… ผมขอโทษที่ไม่ได้บอกความจริงกับเธอตั้งแต่แรก” เขาเริ่มเล่า “ความจริงแล้ว ครอบครัวของผมไม่ได้ถังแตก และแม่ก็ไม่ได้เป็นแค่คนแก่เกษียณธรรมดา ๆ แม่เป็นเจ้าของโรงงานผลิตและจำหน่ายวัตถุดิบเบเกอรี่รายใหญ่ในคาบีเต และมีสาขาขยายไปทั่ว”
ฉันเบิกตากว้าง “แล้วทำไม… ทำไมต้องหลอกฉันว่าเราต้องใช้ชีวิตแบบประหยัดขนาดนี้? ทำไมต้องให้ฉันทนฟังคำดูถูกจากคนอื่น?”
“เพราะมันเป็นความต้องการของแม่… และของผมด้วย” เอเดรียนเงยหน้าขึ้นมองฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “ก่อนที่ผมจะเจอเธอ ผมเคยคบกับผู้หญิงคนหนึ่ง แม่ของผมสปอยล์เราสองคนมาก ให้เงินใช้ ให้รถหรู ๆ ขับ แต่สุดท้าย พอธุรกิจของครอบครัวเราประสบปัญหาชั่วคราวในช่วงหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นก็ทิ้งผมไปทันทีพร้อมกับหอบเงินก้อนหนึ่งไปด้วย… เหตุการณ์นั้นทำให้แม่ฝังใจ และตัวผมเองก็เข็ดขยาดกับความรักที่สร้างขึ้นด้วยเงิน”
เขาจับมือฉันไว้ “ตอนที่ผมเจอเธอ มิน่า… เธอรักผมในแบบที่ผมเป็นจริง ๆ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าครอบครัวผมมีฐานะอะไร เธอยอมกัดก้อนเกลือกิน ยอมนั่งรถเมล์ ยอมกินข้าวแกงข้างทางกับผู้จัดการคลังสินค้าจน ๆ คนนี้ โดยไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย แม่เฝ้ามองดูเธอมาตลอดสามปีที่ผ่านมา…”
“แล้วความเย็นชานั่นล่ะ?” ฉันถาม น้ำตาเริ่มไหล “ทำไมแม่ต้องทำท่าทางเหมือนไม่ชอบฉัน? ทำไมต้องโอนเงินให้แค่ 2,000 เปโซประชดกันในวันเกิด?”
“แม่ไม่ได้เย็นชาเพราะเกลียดเธอหรอกมิน่า… แต่แม่เป็นคนแสดงออกไม่เก่ง และแม่รู้สึกผิด” เอเดรียนละล่ำละลักอธิบาย “แม่เห็นเธอเป็นเด็กดี ตั้งใจทำมาหากิน และเจียมเนื้อเจียมตัว แม่บอกกับผมว่า ‘สะใภ้คนนี้คือเพชรแท้’ แต่แม่ไม่กล้าเข้าหาเธอตรง ๆ เพราะกลัวว่าถ้าแสดงตัวว่าเป็นคนรวย หรือเอาเงินฟาดหัวเธอ มันจะไปทำลายความจริงใจและวิถีชีวิตที่สงบสุขของเธอ ส่วนเงิน 2,000 เปโซนั่น… แม่บอกว่าเป็นอุบายเพื่อดูว่าเธอจะบ่นหรือจะขอเพิ่มไหม แต่เธอก็ขอบคุณแม่ทุกครั้งด้วยความจริงใจ”
เอเดรียนเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าเอกสารใบเก่าของเขาที่วางอยู่ที่มุมห้อง เขาเปิดซิปชั้นในสุดแล้วหยิบสมุดบัญชีธนาคารฉบับหนึ่งพร้อมกับเอกสารสัญญาซื้อขายที่ดินและกิจการออกมาส่งให้ฉัน
เมื่อฉันเปิดดู… มันเป็นความจริงทั้งหมด
ร้านเบเกอรี่ขนาดใหญ่ในย่านปาซิก และบัญชีเงินฝากประจำที่มีตัวเลขยอดเงินสูงถึง 2,850,000 เปโซ… ทุกอย่างถูกจดทะเบียนเป็นชื่อของ “นางสาวมิน่า ซานโตส” (นามสกุลเดิมของฉัน) ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว
“แม่แอบทำสัญญานี้และโอนทุกอย่างให้เธอเงียบ ๆ เพราะแม่บอกว่า เผื่อวันหนึ่งถ้าผมทำตัวไม่ดี หรือหากมีอะไรเกิดขึ้นกับผม เธอก็จะมีรากฐานชีวิตที่มั่นคงในมะนิลาโดยไม่ต้องง้อใคร” เอเดรียนกล่าวพร้อมน้ำตาคลอ “ที่แม่พิมพ์มาบอกว่า ‘อย่าปล่อยให้เด็กคนนั้นต้องประหยัดจนแม่รู้สึกสงสาร’ เพราะช่วงหลังมานี้ แม่แอบเห็นเธอซูบผอมลง และแม่ทนดูไม่ได้อีกต่อไปแล้วที่เห็นลูกสะใภ้ที่ตัวเองรักสุดหัวใจ ต้องมานั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพื่อประหยัดเงินช่วยผมผ่อนรถคันเก่า ๆ”
บทสรุป: ของขวัญที่แท้จริง
คืนนั้น ฉันร้องไห้จนตาบวม… ไม่ใช่เพราะความเสียใจ แต่เป็นเพราะความตื้นตันใจที่ทลายกำแพงความเข้าใจผิดทั้งหมดในพริบตา
ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่เคยถูกพี่สะใภ้อย่างเรอาเอาไปเปรียบเทียบในกรุ๊ปแชต… ความอึดอัดที่คิดว่าตัวเองเป็นสะใภ้ที่ไม่มีใครต้องการ… ทั้งหมดนั้นหายวับไปราวกับหมอกควัน
วันรุ่งขึ้น เอเดรียนขับรถพาฉันเดินทางตรงไปยังจังหวัดคาบีเตทันที
เมื่อเราไปถึงบ้านหลังใหญ่ของแม่เอเลน่า ทันทีที่ประตูเปิดออก ฉันไม่ได้ยืนนิ่งอยู่เหมือนทุกครั้ง แต่ฉันเดินเข้าไปสวมกอดแม่สามีไว้แน่นทันทีเป็นครั้งแรกในรอบสามปี
ร่างกายของแม่เอเลน่าชะงักไปเล็กลงด้วยความตกใจ มือที่เหี่ยวย่นของเธอค่อย ๆ ยกขึ้นมาลูบหลังฉันอย่างเบามือ น้ำเสียงที่เคยฟังดูสั้นและเย็นชา บัดนี้กลับสั่นเครือและเต็มไปด้วยความอบอุ่น
“โธ่… เด็กโง่ รู้เรื่องหมดแล้วสินะ” แม่เอเลน่าพูด พลางเช็ดน้ำตาให้ฉัน “แม่ขอโทษนะที่ทำให้หนูต้องลำบากและรู้สึกโดดเดี่ยวมาตั้งสามปี ต่อจากนี้ไป… หนูไม่ต้องทนประหยัดจนตัวเองเหนื่อยอีกแล้วนะ ลูกสะใภ้ของแม่”
ฉันยิ้มทั้งน้ำตา รู้แล้วว่าของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่แม่สามีมอบให้ฉัน ไม่ใช่ร้านเบเกอรี่ หรือเงินล้านในบัญชี… แต่เป็น “ความรักและความจริงใจที่บริสุทธิ์” ที่ท่านมีให้ฉันตั้งแต่วันแรก โดยที่ฉันไม่เคยรู้เลยต่างหาก
หากเรื่องราวนี้ทำให้คุณอบอุ่นหัวใจและเชื่อในความดีงามของมนุษย์ โปรดช่วยกดไลก์และคอมเมนต์คำว่า “ยินดีด้วย” หรือคำสั้น ๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนด้วยนะคะ ขอให้ทุกท่านได้พบเจอแต่คนจริงใจและมีความสุขที่สงบในชีวิตเสมอค่ะ โชคดีมีชัยค่ะ!