ความจริงที่น่าสะพรึงกลัว
ลิซ่าก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แววตาของเธอไม่ได้มีความโกรธแค้น มีเพียงความตื่นตระหนกและร้อนรน เธอสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่หนักแน่น
“คุณมิเกลคะ! ฟังฉันก่อน! ฉันไม่ได้จะทำร้ายคุณท่าน… ฉันกำลังช่วยชีวิตคุณท่านต่างหาก!” ลิซ่าละล่ำละลักบอก
“ช่วยชีวิตงั้นเหรอ?! ด้วยการลากแม่ฉันเหมือนหมูเหมือนหมาเนี่ยนะ?!” ผมตวาดกลับ โอบกอดร่างที่สั่นเทาของแม่ไว้ในอ้อมแขน แม่เอาแต่ร้องไห้ซบหน้าลงกับอกของผม พูดจาไม่เป็นภาษาด้วยความหวาดกลัว
“คุณมิเกลคะ… คุณไม่เคยสงสัยเลยเหรอว่าทำไมช่วงนี้คุณท่านถึงดูซูบผอมและเซื่องซึมลงทุกวัน?” ลิซ่าถามพลางชี้มือไปทางห้องครัว “ฉันแอบสังเกตมาหลายอาทิตย์แล้ว ทุกครั้งที่คุณไม่อยู่บ้าน จะมีคนนอกเข้ามาวุ่นวายในบ้าน และคนคนนั้น…”
เธอยังพูดไม่ทันจบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังมาจากชั้นสองของบ้าน
ผมเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ ปรากฏร่างของ “วิคเตอร์” ลูกพี่ลูกน้องของผมเองที่ก้าวลงบันไดมาด้วยท่าทางเลิกล่ก ใบหน้าของเขาซีดเผือดเมื่อเห็นผมยืนอยู่ตรงนี้
“ม… มิเกล? นายกลับมาเร็วจัง” วิคเตอร์เอ่ยถาม เสียงสั่นอย่างเห็นได้ชัด
“นายมาทำอะไรที่นี่ วิคเตอร์?” ผมถามด้วยความระแวง
ลิซ่ารีบพูดแทรกขึ้นมาทันที “คุณมิเกลคะ! คุณวิคเตอร์แอบเข้ามาในบ้านทุกครั้งที่คุณไปทำงานต่างจังหวัด เขาบังคับให้คุณท่านเซ็นเอกสารโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินผืนนี้ให้เขา! ล่าสุดเขาเอายาบางอย่างให้คุณท่านกินจนคุณท่านเบลอและจำอะไรไม่ได้ วันนี้เขาพยายามจะพาคุณท่านไปที่กรมที่ดิน แต่คุณท่านขัดขืน เขาเลยจะใช้กำลัง… ฉันไม่มีทางเลือกอื่น เลยต้องแกล้งทำเป็นคนใจร้าย ลากคุณท่านหนีออกมาเพื่อจะพาไปแจ้งความและไปโรงพยาบาลค่ะ!”
หน้ากากที่หลุดลอก
คำพูดของลิซ่าทำให้ผมเบิกตากว้างด้วยความช็อก
“ไม่จริง! มันโกหก! มิเกล นายอย่าไปฟังอีคนใช้นี่นะ!” วิคเตอร์ตะโกนลั่น พยายามแก้ตัวพัลวัน “ฉันแค่มาเยี่ยมคุณป้าเฉยๆ!”
“ถ้าอย่างนั้น เอกสารในกระเป๋าของคุณวิคเตอร์คืออะไรคะ?!” ลิซ่าสวนกลับทันควัน พร้อมกับชี้ไปที่กระเป๋าเอกสารสีดำที่วิคเตอร์ถืออยู่
ผมไม่รอช้า เดินเข้าไปกระชากกระเป๋าใบนั้นมาเปิดออกดูทันที หัวใจของผมแทบหยุดเต้นเมื่อเห็น หนังสือมอบอำนาจและเอกสารโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดิน ที่มีลายเซ็นที่บิดเบี้ยวของแม่ลงนามอยู่ พร้อมกับขวดยาแก้แพ้ชนิดรุนแรงที่ปกติแล้วแม่ไม่ได้ใช้
ผมหันไปมองหน้าวิคเตอร์ด้วยความโกรธแค้นที่ทวีคูณขึ้นเป็นร้อยเท่า
“นี่มันอะไรกัน วิคเตอร์?!” ผมคำราม
เมื่อจำนนด้วยหลักฐาน วิคเตอร์ก้าวถอยหลังเตรียมจะวิ่งหนีออกไปทางประตูหลังบ้าน แต่ลิซ่าซึ่งเตรียมพร้อมอยู่แล้วรีบวิ่งไปขวางและล็อกประตูเอาไว้ทันที
“หลบไปนะอีนี่!” วิคเตอร์ผลักลิซ่าจนล้มลง แต่เสียงไซเรนของรถตำรวจที่ดังเข้ามาในซอยบ้านทำให้เขาหยุดชะงักและหน้าถอดสีทันที
“ฉันโทรเรียกตำรวจตั้งแต่ตอนที่นายเริ่มใช้กำลังกับคุณป้าแล้ว” ลิซ่าพูดพลางพยุงตัวขึ้นมาจากพื้น ใบหน้าของเธอมีรอยยิ้มแห่งชัยชนะ
บทสรุปและคำขอโทษ
เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัววิคเตอร์ไปดำเนินคดีข้อหาบุกรุก พยายามฉ้อโกง และกักขังหน่วงเหนี่ยวรวมถึงทำร้ายร่างกายผู้สูงอายุ
หลังจากส่งแม่ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลและแพทย์ยืนยันว่าสารตกค้างจากยาแก้แพ้ที่ทำให้แม่มึนงงจะหมดฤทธิ์ในไม่ช้า ผมก็พาทั้งแม่และลิซ่ากลับมาที่บ้าน
ผมยืนอยู่ต่อหน้าลิซ่า ความรู้สึกผิดเกาะกุมจิตใจจนแทบไม่กล้าสบตาเธอ
“ลิซ่า…” ผมเอ่ยขึ้น น้ำตาคลอเบ้า “ฉัน… ฉันขอโทษจริงๆ ที่เข้าใจเธอผิด ฉันพูดจาร้ายๆ และทำรุนแรงกับเธอ ทั้งที่เธอเป็นคนเดียวที่ปกป้องแม่ของฉันในตอนที่ฉันไม่อยู่”
ลิซ่าส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ “ไม่เป็นไรค่ะคุณมิเกล ถ้าฉันเป็นคุณและกลับมาเห็นภาพแบบนั้น ฉันก็คงโกรธเหมือนกัน ฉันดีใจค่ะที่คุณท่านปลอดภัย”
แม่โรซ่าดึงมือของลิซ่าเข้าไปกุมไว้แน่น น้ำตาแห่งความซาบซึ้งไหลอาบแก้มของหญิงชรา “ขอบใจหนูมากนะลิซ่า ถ้าไม่มีหนู… ป้าคงไม่เหลืออะไรแล้ว”
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ลิซ่าไม่ได้เป็นเพียงแค่แม่บ้านสำหรับเราอีกต่อไป แต่เธอเปรียบเสมือนสมาชิกในครอบครัวที่พวกเราเคารพรักและดูแลอย่างดีที่สุด
การเดินทางกลับบ้านในวันนั้นเกือบจะเป็นวันที่มืดมนที่สุดในชีวิตของผม แต่มันกลับกลายเป็นวันที่ทำให้ผมได้รู้ว่า ใครคือศัตรูในคราบญาติมิตร และใครคือมิตรแท้ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้คราบของคนรับใช้