⚖️ การเอาคืนที่สาสม (The Revenge)
“คุณดา… เกิดอะไรขึ้นครับ? ทำไมอาการทรุดลงขนาดนี้?” ทนายธันวาถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ฉันฝืนยิ้ม มองดูสายระโยงระยางรอบตัว ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าแต่เด็ดเดี่ยว “คุณธันวาคะ… ช่วยร่างพินัยกรรมใหม่ให้ฉันที เอาตอนนี้… เดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
ทนายธันวารีบหยิบเอกสารและโน้ตบุ๊กขึ้นมาทันที ฉันสั่งการเปลี่ยนแปรทรัพย์สินทั้งหมดอย่างละเอียด ทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ทั้งบริษัท เงินในบัญชี หุ้น และคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ฉันเคยตั้งใจจะยกให้พ่อแม่… ฉันขอยกเลิกทั้งหมด!
“ทรัพย์สินทุกบาททุกสตางค์ของฉัน รวมถึงหุ้นทั้งหมดในบริษัท ฉันขอยกให้มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ และบางส่วนยกให้เป็นโบนัสแก่พนักงานที่ร่วมสู้ด้วยกันมา… ส่วนพ่อ แม่ และแคลร์… ฉันให้เงินพวกเขาคนละ 1 บาท เพื่อเป็นหลักฐานว่าฉันไม่ได้ลืมพวกเขา แต่พวกเขาไม่มีสิทธิ์ในมรดกของฉันอีกต่อไป!”
หลังจากเซ็นชื่อด้วยลายมืออันสั่นเทาเสร็จสิ้น ฉันก็หลับตาลงพร้อมกับความโล่งใจ ปล่อยให้สติค่อยๆ ดับวูบไป…
🚨 ปาฏิหาริย์และการตื่นรู้ (The Miracle)
แต่โชคชะตายังไม่ยอมให้ฉันตาย หมอสามารถยื้อชีวิตฉันกลับมาจากเงื้อมมือของมัจจุราชได้ราวกับปาฏิหาริย์ ฉันสลบไปนานถึงสามวันเต็มๆ
เมื่อฉันลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งแรกที่ฉันเห็นไม่ใช่หน้าของพ่อ แม่ หรือน้องสาว… แต่เป็นทนายธันวาและเลขาของฉันที่นั่งเฝ้าไข้ด้วยความเป็นห่วง
และในตอนนั้นเอง ประตูห้องพักฟื้นก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง! พ่อ แม่ และแคลร์ เดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าหน้าตาตื่น แต่ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงฉัน… แต่เป็นเพราะพวกเขารู้เรื่องพินัยกรรมแล้ว!
“ยัยดา! แกทำบ้าอะไรของแก?!” แม่หวีดร้องลั่นห้อง ไม่สนใจสายน้ำเกลือหรืออาการป่วยของฉันเลยสักนิด “แกแก้พินัยกรรมได้ยังไง?! แล้วบ้านใหม่ของแคลร์ที่ยังผ่อนไม่หมดล่ะ? เงินกงสีของครอบครัวล่ะ? แกยกให้คนอื่นได้ยังไง!”
“ใช่พี่ดา! พี่จะบ้าเหรอ? แล้วแคลร์จะเอาเงินที่ไหนใช้จ่าย ยอดบัตรเครดิตพี่ก็ยังไม่ได้เคลียร์ให้แคลร์เลยนะ!” น้องสาวตัวดีโวยวายพร้อมกระทืบเท้า
ฉันมองดูบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็น “ครอบครัว” ด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและเย็นชา น้ำตาที่เคยมีมันแห้งเหือดไปตั้งแต่วันที่ฉันนอนรอความตายในห้อง ICU แล้ว
🍂 สิ่งที่สูญเสียไปตลอดกาล (Lost Forever)
ฉันพยุงตัวลุกขึ้นนั่งช้าๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยแต่บาดลึก:
“ในคืนที่ฉันโทรหาพวกคุณ 9 สาย… ในคืนที่หมอบอกว่าฉันอาจจะไม่รอด… พวกคุณตัดสายฉันเพื่อไปเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้แคลร์ พวกคุณด่าฉันว่าเรียกร้องความสนใจ…”
พ่อกับแม่เริ่มหน้าถอดสีเมื่อได้ยินฉันพูดถึงคืนนั้น
“เงินทุกบาทที่พวกคุณใช้ บ้านรถที่พวกคุณขับ มันมาจากหยาดเหงื่อของฉันทั้งนั้น ในเมื่อพวกคุณมองเห็นค่าของเฟอร์นิเจอร์มากกว่าชีวิตของฉัน… ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ก็ไปขอให้เฟอร์นิเจอร์เหล่านั้นมันเลี้ยงดูพวกคุณก็แล้วกัน”
“ดา… แม่… แม่ไม่ได้ตั้งใจ วันนั้นแม่แค่ยุ่ง…” แม่พยายามจะเข้ามาจับมือฉัน แต่ทนายธันวาก้าวเข้ามาขวางไว้ทันที
“ขออภัยครับคุณนาย” ทนายธันวาเอ่ยเสียงเข้ม “คุณดาได้เซ็นเอกสารตัดขาดการส่งเสียเลี้ยงดู และพินัยกรรมฉบับใหม่มีผลผูกพันตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้… รถหรูที่พวกคุณขับ และบ้านที่พวกคุณอยู่ เป็นชื่อของบริษัทคุณดา ทางเราจะส่งจดหมายยึดคืนภายใน 7 วันครับ”
“ไม่จริง! พี่ดาทำแบบนี้กับแคลร์ไม่ได้นะ!” แคลร์กรีดร้องจนหน้าดำหน้าแดง ส่วนพ่อกับแม่ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งกับพื้นโรงพยาบาล
พวกเขาร้องไห้คร่ำครวญ อ้อนวอนขอความเมตตาจากฉัน พยายามบอกว่ารักฉันแค่ไหน… แต่สายเกินไปแล้ว สายตาของฉันที่มองพวกเขามันไม่เหลือความผูกพันใดๆ อีกต่อไป
พวกเขาสูญเสียทุกอย่าง… ทั้งเงินทอง ความสุขสบาย และที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขาได้สูญเสียลูกสาวคนโตที่เคยรักและยอมทำทุกอย่างเพื่อพวกเขาไปตลอดกาล!
จบคำโปรยและเนื้อเรื่อง