เมียแต่งไร้ค่า…มหาเศรษฐีตัวจริง (ตอนจบ)
PART 2
เพียงไม่ถึงสิบนาทีหลังจากวางสาย รถลีมูซีนกันกระสุนสีดำสนิทสามคันพร้อมชายชุดสูทสากลในทีมรักษาความปลอดภัยของคุณพ่อก็เข้าสกัดรถเมล์อย่างสุภาพ หัวหน้าการ์ดเดินขึ้นมาบนรถ ยืดอกโค้งคำนับฉันอย่างนอบน้อมท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนทั้งรถเมล์
“เชิญครับคุณหนู ท่านประธานรออยู่ครับ”
เขารับทารกไปอุ้มอย่างทะนุถนอม และพยุงฉันขึ้นรถลีมูซีนสุดหรูที่เบาะถูกปรับให้เอนนอนเพื่อลดความเจ็บปวดจากแผลผ่าตัด วินาทีที่ฉันเอนกายลง น้ำตาที่เคยกักเก็บไว้ก็ไหลออกมา ไม่ใช่เพราะความเสียใจ แต่เพราะรู้ว่าจากนี้ไป… ฉันและลูกปลอดภัยแล้ว
วันล่มสลายของตระกูลแวนซ์
สามชั่วโมงต่อมา ดอมินิกและครอบครัวกลับมาถึงคอนโดหรูหลังจากทานมื้อเที่ยงราคาแพงเสร็จ
ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป เขาก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อพบว่าห้องชุดสุดหรูราคาหลายสิบล้านถูกรื้อถอนจนเหลือเพียงห้องว่างเปล่า เฟอร์นิเจอร์แบรนด์เนม เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ รวมถึงตู้เซฟถูกยกออกไปจนหมดสิ้น และที่กลางห้องโถงกว้าง มีชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำนับสิบคนยืนล้อมรอบชายสูงวัยท่าทางทรงอำนาจผู้หนึ่งอยู่
ชายคนนั้นคือ ชาร์ลส์ บรูคส์ พ่อของฉัน
“นี่มันอะไรกัน?!” ดอมินิกตะโกนลั่นด้วยความโกรธ “คุณเป็นใคร? แล้วออเดรย์อยู่ไหน ทำไมห้องถึงเป็นแบบนี้!”
คุณพ่อไม่ตอบ แต่ส่งสัญญาณให้ทนายความส่วนตัวยื่นเอกสารปึกหนึ่งให้ดอมินิก
“ใบหย่า… และหมายศาลยึดทรัพย์สินทั้งหมดที่ตระกูลแวนซ์หยิบยืมจากเครือ Brooks Global” ทนายความกล่าวด้วยเสียงเฉียบขาด
“Brooks Global? เกี่ยวอะไรด้วย? พ่อของออเดรย์เป็นแค่ผู้รับเหมากระจอก ๆ ไม่ใช่เหรอ!” คุณนายวิคตอเรียหวีดร้องขึ้นมาอย่างลนลาน
คุณพ่อหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นยะเยือกจนทุกคนในห้องเริ่มตัวสั่น
“ผู้รับเหมากระจอก ๆ ที่พวกแกพูดถึง คือเจ้าของบริษัทที่คอยค้ำประกันและป้อนเงินทุนให้บริษัทสตาร์ทอัพของแกยังไงล่ะ ดอมินิก” คุณพ่อลุกขึ้นยืน สายตาจับจ้องไปที่ลูกเขยสารเลว “ถ้าไม่มีลายเซ็นของฉัน ไม่มีชื่อตระกูลบรูคส์ แกคิดว่านักลงทุนหน้าไหนจะยอมเหลียวมองไอ้บริษัทกระจอก ๆ ของแก!”
สมองของดอมินิกขาวโพลน ใบหน้าของเขาถอดสีจนซีดเผือดราวกับคนตาย
“ไม่จริง… ออเดรย์ ไม่เคยบอก…” เขาพึมพำ เสียงสั่นเครือเมื่อความจริงกระแทกหน้า
“เพราะออเดรย์อยากได้ผู้ชายที่รักเธอด้วยใจจริง ไม่ใช่รักเงินของฉัน แต่แก… แกขยี้หัวใจลูกสาวฉันไม่พอ แกยังกล้าทิ้งเมียที่เพิ่งผ่าคลอดและหลานชายของฉันให้ขึ้นรถเมล์งั้นเหรอ?” คุณพ่อเดินเข้าไปกระซิบข้างหูของดอมินิกด้วยน้ำเสียงที่สะกดความโกรธไว้สุดขีด “แกเตรียมตัวเป็นบุคคลล้มละลายภายใน 24 ชั่วโมงนี้ได้เลย”
ความสะใจและจุดจบ
ภายในเวลาไม่ถึงวัน ข่าวการถอนทุนทั้งหมดของ Brooks Global หลุดออกไปสู่วงกว้าง นักลงทุนรายใหญ่อื่น ๆ พากันตื่นตระหนกและถอนตัวตามในทันที หุ้นของบริษัทดอมินิกดิ่งเหวกลายเป็นเศษกระดาษ ธนาคารสั่งอายัดทรัพย์สินทุกอย่าง รวมถึงรถ SUV หรูสีดำคันนั้นที่ดอมินิกภาคภูมิใจนักหนา
เนตตาลีที่เคยแต่งตัวแบรนด์เนมหัวสูง ต้องกรีดร้องเมื่อกระเป๋าและเสื้อผ้าหรูถูกยึดทรัพย์ไปต่อหน้าต่อตา คุณนายวิคตอเรียพยายามโทรศัพท์หาฉันเป็นร้อย ๆ สายเพื่ออ้อนวอนขอขมา แต่สายทั้งหมดถูกบล็อกโดยทีมงานของคุณพ่อ
เย็นวันต่อมา ดอมินิกโซซัดโซเซมาที่ตึกสำนักงานใหญ่ของ Brooks Global เขาคุกเข่าลงต่อหน้าพนักงานนับร้อย หวังจะได้พบฉันเพื่อขอโอกาสแก้ตัว
ฉันเดินออกมาในชุดเดรสสีขาวเรียบหรู ดูสง่างามผิดกับผู้หญิงสะบักสะบอมบนรถเมล์เมื่อวันก่อน ในอ้อมแขนมีลูกชายตัวน้อยที่หลับปุ๋ยอย่างมีความสุข โดยมีบอดี้การ์ดล้อมรอบไม่ให้เขาเข้าใกล้
“ออเดรย์! ผมผิดไปแล้ว! ผมโดนความโลภบังตา” ดอมินิกร้องไห้โฮ คลานเข้ามาหา “เห็นแก่ลูกเถอะนะ ให้โอกาสผมได้เป็นพ่อ…”
ฉันหยุดเดิน มองลงมาที่เขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่ความแค้น มีเพียงความสมเพช
“ตอนที่คุณกดหัวฉันให้ต่ำลง คุณสะใจมากใช่ไหมดอมินิก?” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “เงินใบละห้าสิบบาทกับเศษเหรียญที่คุณโยนให้ฉันในวันนั้น… ฉันยกให้คุณนะ เอาไว้ใช้ประทังชีวิตตอนที่ไม่มีอะไรเหลือก็แล้วกัน”
ฉันหันหลังกลับและเดินขึ้นลิฟต์ส่วนตัวไป โดยไม่หันไปมองเสียงร้องไห้คร่ำครวญของอดีตสามีอีกเลย
ต่อจากนี้ไป ดอมินิกและครอบครัวต้องย้ายไปอยู่ห้องเช่ารูหนูท้ายเมือง และต้องชดใช้หนี้สินพันล้านไปชั่วชีวิต ส่วนฉันและลูกชาย… มีชีวิตใหม่ที่เต็มไปด้วยความรักและความสุขบนจุดสูงสุดที่ตระกูลแวนซ์ไม่มีวันเอื้อมถึงอีกต่อไป