จู่ๆ เจ้าบ่าวก็พาแฟนเก่าขึ้นมาบนเวทีในวันแต่งงานของเรา
ฉันยังไม่ทันได้โต้ตอบ แม่ของเขาก็รีบเข้าข้างเธอทันที
จนกระทั่งเสียงบันทึกความลับดังขึ้นจากจอขนาดใหญ่ และทุกคนก็ต้องตกตะลีน…
“อย่าคิดตื้นๆ นะ อิซาเบล…”
ในตอนที่พิธีกรกำลังเชิญเจ้าบ่าวและเจ้าสาวให้ร่วมกันตัดเค้กแต่งงาน จู่ๆ เอเดรียนก็เดินลงจากเวทีไป
ทุกคนต่างคิดว่าเขาแค่จะไปหยิบของบางอย่าง
ทว่าในอีกไม่กี่วินาทีต่อมา…
เขากลับเดินขึ้นมาพร้อมกับจูงมือผู้หญิงคนหนึ่ง
เธออยู่ในชุดเดรสผ้าไหมสีแชมเปญรัดรูป ผมยาวดัดลอน และดวงตาแดงก่ำราวกับเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก
และที่สำคัญที่สุด…
เธอยังคงสวมสร้อยข้อมือคู่ที่เอเดรียนเคยบอกฉันเมื่อนานมาแล้วว่ามันหายไปตั้งนานแล้ว
เสียงดนตรีในห้องบอลรูมค่อยๆ หรี่เบาลง
พิธีกรถึงกับชะงักไป
เอเดรียนหยิบไมโครโฟนขึ้นมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ดังก้องไปทั่วทั้งงาน
“ทุกท่านครับ… นี่คือเบียนก้า”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ
“เธอคือผู้หญิงที่ผมเคยรักมากที่สุด”
ห้องจัดเลี้ยงทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันทันที
ฉันยืนอยู่ตรงกลางเวที ในมือยังคงถือมีดตัดเค้กอยู่เลย
ใบหน้าของแม่ฉันซีดเผือดลงทันตา
ในขณะที่ครอบครัวของเอเดรียน…
ไม่มีใครมีท่าทีประหลาดใจเลยแม้แต่คนเดียว
โดยเฉพาะแม่ของเขา
เธอยังคงมีรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า ขณะที่มองไปยังเบียนก้าด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูอย่างที่สุด
ตอนนั้นเองที่ฉันเพิ่งจะเข้าใจ
ที่แท้ฉันก็เป็นคนสุดท้ายที่ได้รู้เรื่องทั้งหมดนี้
เบียนก้าเดินเข้ามาและยืนเคียงข้างเอเดรียน ราวกับว่าเธอคือเจ้าสาวที่แท้จริงในค่ำคืนนี้
เธอยกแก้วไวน์ขึ้นและพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ฉันแค่อยากมาเห็นว่าเขามีความสุขดีค่ะ”
เอเดรียนหันไปมองเธอ
และสายตาคู่นั้นที่เขามองไป…
มันทำให้ร่างกายของฉันเยือกแข็งไปทั้งร่าง
นั่นไม่ใช่สายตาของผู้ชายที่มูฟออนได้แล้ว
แต่เป็นสายตาของผู้ชายที่ไม่เคยเดินออกมาจากอดีตได้เลยต่างหาก
แขกเหรื่อในงานเริ่มกระซิบกระซาบกัน
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
“นั่นแฟนเก่าเขาเหรอ?”
“มาทำแบบนี้ในงานแต่งงานเนี่ยนะ?”
“แล้วตอนนี้ใครคือเจ้าสาวกันแน่?”
ทุกคำกระซิบเหล่านั้นเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงเข้ากลางอกของฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่เอเดรียนก็ยังคงพูดต่อไป
“ผมรู้ว่าเรื่องทั้งหมดนี้มันกะทันหันมาก”
เขาหันมาทางฉัน
“แต่ผมไม่อยากโกหกคุณอีกต่อไปแล้ว”
ฉันหลุดขำออกมาเบาๆ
“คุณต้องการจะพูดอะไร?”
เขากระชับไมโครโฟนในมือแน่นขึ้น
“เมื่อสามปีก่อน… เบียนก้าไม่ได้ทิ้งผมไปเพราะเธอไม่ได้รักผมแล้ว”
ห้องบอลรูมทั้งห้องเงียบกริบอีกครั้ง
เบียนก้าก้มหน้าลงขณะที่ขนตาของเธอสั่นระริก
“ตอนนั้นเธอป่วยหนักมาก” เอเดรียนพูดอย่างช้าๆ “เธอไม่อยากเป็นภาระของผม ก็เลยเลือกที่จะเดินจากไป”
แขกบางคนถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจ
และสายตาที่พวกเขามองมาที่ฉันก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป
ราวกับว่าตอนนี้ฉันกลายเป็นนางร้ายในเรื่องราวความรักของพวกเขาสองคนไปเสียอย่างนั้น
มือของฉันเย็นเฉียบ
เอเดรียนพูดต่อ
“ตอนนั้นผมคิดว่าผมจะลืมเธอได้แล้ว”
“แต่เมื่อเดือนที่แล้ว… เธากลับมา”
ฉันจ้องหน้าเขาตรงๆ
“ถ้าอย่างนั้น… แล้วคุณจะแต่งงานกับฉันทำไม?”
พอฉันพูดคำนั้นออกไป เอเดรียนก็ถึงกับอึ้งไปทันที
เบียนก้าเอื้อมมือไปจับแขนเสื้อของเขา
“เอเดรียน… พอเถอะค่ะ…”
น้ำเสียงของเธอช่างแผ่วเบาและดูบอบบางเหลือเกิน
บรรยากาศในงานยิ่งอึดอัดและตึงเครียดมากขึ้นไปอีก
เขามองเบียนก้าอยู่นาน ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับฉันอีกครั้ง
“เพราะว่าการ์ดเชิญทั้งหมดถูกส่งออกไปหมดแล้ว”
คำตอบเพียงคำตอบเดียว
แต่ทำเอาสมองของฉันเหมือนจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ
จู่ๆ แม่ของฉันก็ลุกขึ้นยืน
“แกพูดว่าอะไรนะ?!”
แต่แม่ของเอเดรียนกลับพูดแทรกขึ้นมาได้เร็วกว่า
“ไหนๆ เรื่องก็มาถึงขนาดนี้แล้ว พูดความจริงให้หมดเลยก็ดี”
เธอยกแก้วขึ้นและมองฉันด้วยสายตาจิกกัดตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ตั้งแต่แรกเริ่ม คนที่เราอยากให้มาเป็นสะใภ้ก็คือเบียนก้าอยู่แล้ว”
“ถ้าตอนนั้นเธอไม่หายตัวไป… คนที่ยืนอยู่ตรงจุดนี้คงไม่ใช่เธอหอก”
ราวกับเวลาได้หยุดหมุนไป
เอเดรียนขมวดคิ้ว
“แม่ครับ พอได้แล้ว”
“พอได้แล้วงั้นเหรอ?” น้ำเสียงของเธอสูงขึ้น “ลูกยอมแต่งงานกับยัยนี่ก็เพราะหน้าที่ไม่ใช่เหรอ! แต่ในเมื่อตอนนี้เบียนก้ากลับมาแล้ว ลูกยังจะดันทุรังทำตามการตัดสินใจที่ผิดพลาดนี้อยู่อีกเหรอ?”
ฉันได้ยินเสียงแก้วตกแตกเสียงดังเพล้งมาจากโต๊ะของครอบครัวฉัน
ความตึงเครียดพุ่งสูงถึงขีดสุด
แขกบางคนเริ่มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอัดวิดีโอแล้ว
จู่ๆ เบียนก้าก็ร้องไห้ออกมา
“คุณป้าคะ… อย่าเลยค่ะ…”
เธอหันหลังกลับทำท่าจะเดินหนีไป
แต่เอเดรียนคว้าข้อมือเธอไว้ทันที
“เบียนก้า!”
และในวินาทีนั้นเอง…
ทุกคนในห้องบอลรูมต่างก็เห็นมันเต็มสองตา
ในวันแต่งงานของฉัน
เจ้าบ่าวของฉัน…
กลับคว้าผู้หญิงคนอื่นไว้ตามสัญชาตญาณ
ไม่ใช่ฉัน
ฉันยิ่งกำมีดในมือแน่นขึ้นจนปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด
ดูเหมือนเอเดรียนเพิ่งจะรู้สึกตัว
เขารีบหันกลับมามองฉันทันที
“อิซาเบล ฟังผมก่อน—”
แต่แล้ว ไฟรอบตัวก็ดับวูบลงพร้อมกัน
ในเวลาเดียวกัน หน้าจอ LED ขนาดใหญ่ด้านหลังเวทีก็สว่างขึ้น
ดนตรีงานแต่งงานหยุดลง
และถูกแทนที่ด้วยเสียงจากเครื่องบันทึกเสียง
มีเสียงหัวเราะคิกคักเบาๆ ดังขึ้น
หลังจากนั้น…
เสียงอันคมชัดของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังก้องไปทั่วทั้งห้องบอลรูม
“ถ้าผู้หญิงคนนั้นรู้ว่าฉันกำลังท้องลูกของคุณอยู่… เธอต้องพังพินาศแน่ๆ”
ทั่วทั้งห้องบอลรูมส่งเสียงฮือฮาดังลั่น
ราวกับมีระเบิดลูกใหญ่ถูกหย่อนลงมากลางงานแต่งงาน
แขกทุกคนต่างหันไปมองหน้าจอ LED ขนาดใหญ่ ในขณะที่เสียงบันทึกนั้นยังคงดังก้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ถ้าผู้หญิงคนนั้นรู้ว่าฉันกำลังท้องลูกของคุณอยู่… เธอต้องพังพินาศแน่ๆ”
เอเดรียนหน้าซีดเผือด
“ปิดมันซะ!” เขาตะโกนขึ้นมาทันที
แต่ทว่ามันสายไปแล้ว
เสียงบันทึกยังคงเล่นต่อไป
และในครั้งนี้ มันเป็นเสียงของเบียนก้าอย่างชัดเจน
“คุณไม่ได้รักอิซาเบลจริงๆ หรอก ที่คุณแต่งงานกับเธอก็เพราะครอบครัวของเธอสามารถช่วยธุรกิจของครอบครัวคุณได้ต่างหาก”
ตามมาด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ ของเอเดรียน
“อีกแค่ไม่นานหรอก หลังแต่งงานเสร็จ ผมก็จะหย่ากับเธอเอง”
ร่างกายของฉันแข็งทื่อไปหมด
บรรยากาศในงานเงียบกริบจนน่ากลัว
ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง
หลังจากนั้น…
เสียงกระซิบกระซาบของคนในงานก็ระเบิดขึ้นพร้อมกัน
“อะไรนะ?!”
“เหลือเชื่อเลย…”
“ที่แท้ก็วางแผนไว้หมดแล้ว!”
“ช่างน่าอายจริงๆ…”
เบียนก้าก้าวถอยหลังด้วยริมฝีปากที่สั่นระริก
“ไม่… ฉันไม่รู้ว่าเรื่องนี้มัน—”
“ไม่รู้ดียังงั้นเหรอ?!” แม่ของฉันตะโกนขึ้นมาจากด้านล่าง
ท่านลุกขึ้นยืนด้วยร่างกายที่สั่นเทาด้วยความโกรธแค้น
“พวกแกทำลายลูกสาวของฉัน!”
พ่อของฉันทนไม่ไหวอีกต่อไป
ท่านเดินตรงขึ้นมาบนเวทีแล้วดึงฉันเข้าไปหาตัว
“พอได้แล้ว” พ่อพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
แต่ก่อนที่เราจะทันได้เดินออกไป…
จู่ๆ ก็มีวิดีโออีกตัวหนึ่งเล่นขึ้นบนหน้าจอ
มันดูเหมือนภาพจากกล้องวงจรปิดในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง
และในนั้น…
เห็นเอเดรียนและเบียนก้าอย่างชัดเจน
พวกเขากำลังจับมือกัน… และจูบกันอย่างดูดดื่ม
วันที่ที่ปรากฏบนจอคือก่อนวันแต่งงานเพียงสองสัปดาห์เท่านั้น
มีเสียงร้องอุทานดังลั่นจากกลุ่มแขก
“ที่แท้ก็เป็นชู้กันนี่นา!”
“หลอกลวงเจ้าสาวมาตลอดเลยเหรอเนี่ย!”
ใบหน้าของแม่เอเดรียนเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความอับอาย
เมื่อครู่นี้เธอยังยกย่องเบียนก้าอย่างออกหน้าออกตา
แต่ตอนนี้ เธอคงอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปให้พ้นๆ
เอเดรียนรีบเดินเข้ามาหาฉัน
“อิซาเบล ได้โปรด… ฟังผมก่อน…”
ฉันผลักมือของเขาออกไป
เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ได้รู้จักกับเขา…
ที่ฉันไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยแม้แต่นิดเดียว
มีเพียงความเหนื่อยล้าอย่างที่สุดเท่านั้น
“แล้วยังมีอะไรที่ฉันต้องฟังอีกงั้นเหรอ?” ฉันถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ฟังว่าคุณนอกใจฉันในขณะที่กำลังวางแผนแต่งงานของเรางั้นเหรอ?”
“ฟังว่าคุณเห็นฉันเป็นแค่ตัวสำรองเพื่อรอเธอกลับมางั้นเหรอ?”
ดวงตาของเอเดรียนแดงก่ำ
“มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นนะ…”
ฉันหลุดขำออกมา
“มันก็ง่ายๆ แค่นั้นแหละ”
ฉันหันไปมองเบียนก้า
“และสำหรับเธอ… ยินดีด้วยนะ”
น้ำตาของเธอไหลพราก
“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เธอเจ็บปวดเลยนะ…”
“แต่เธอก็ทำมันไปแล้ว”
เธอนิ่งเงียบและเอาแต่ร้องไห้
ที่ด้านล่างเวที แสงแฟลชจากกล้องโทรศัพท์มือถือวับวาบไม่หยุด
ฉันรู้ดีว่าวันพรุ่งนี้…
เรื่องนี้จะกลายเป็นหัวข้อทอล์กออฟเดอะทาวน์ของคนทั้งเมือง
เจ้าสาวที่ถูกทิ้งในงานแต่งงานของตัวเอง
แต่ในตอนที่เราคาดไม่ถึง…
จู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งเดินมาจากโต๊ะที่อยู่ท้ายสุดของงาน
เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูง ในชุดสูทสีดำ และดูสุขุมเยือกเย็นเป็นอย่างยิ่ง
แขกบางคนถึงกับชะงักเมื่อเห็นเขา
“นั่นใช่คุณ…”
“น่าจะเป็นคุณมาร์โคนะ…”
“CEO ของบริษัทยักษ์ใหญ่คนนั้นไง…”
ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้สนใจเขาเท่าไหร่นัก เพราะคิดว่าเป็นเพียงคนรู้จักทางธุรกิจของพ่อ
แต่ในตอนนี้…
เขาเดินตรงขึ้นมาบนเวที
จากนั้นเขายื่นผ้าเช็ดหน้าสีขาวมาให้ฉัน
“คุณอิซาเบลครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “คุณไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้วครับ”
ฉันรู้สึกประหลาดใจ
น้ำเสียงของเขาช่างราบเรียบ ทว่ากลับนำพาความอบอุ่นและปลอดภัยอย่างประหลาดมาสู่ใจฉัน
เอเดรียนหันมามองทันที
“คุณมาทำอะไรที่นี่?”
มาร์โกหันไปมองอย่างสงบนิ่ง
“ผมได้รับเชิญให้มาร่วมงานครับ”
“แต่ดูเหมือนว่า งานแต่งงานนี้คงจะไม่เกิดขึ้นแล้ว”
ใบหน้าของเอเดรียนยิ่งมืดมนลงกว่าเดิม
“ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของเรา”
“เรื่องส่วนตัวงั้นเหรอ?” มาร์โกยิ้มบางๆ “คุณทำให้เธออับอายต่อหน้าคนนับร้อยเนี่ยนะ”
เอเดรียนเงียบไป
ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีอะไรจะพูด แต่เป็นเพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่มาร์โกพูดนั้นถูกต้องที่สุด
ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ
ก่อนจะค่อยๆ ถอดแหวนแต่งงานออก
แม่เอามือปิดปากด้วยความสะเทือนใจ
ในขณะที่เอเดรียน… ราวกับเพิ่งตระหนักถึงความกลัวที่แท้จริง
“อิซาเบล…”
ฉันวางแหวนลงบนโต๊ะเค้กแต่งงาน
“เราจบกันแค่นี้”
เขาดูราวกับคนหมดเรี่ยวแรง
“ได้โปรด… อย่าทำแบบนี้เลยนะ…”
แต่ฉันเพียงแค่ยิ้มออกมาด้วยความขมขื่น
“ฉันไม่ใช่คนทำลายงานแต่งงานนี้หรอกนะ”
หลังจากพูดจบ…
ฉันเดินลงจากเวทีไปโดยไม่หันหลังกลับ
ตามด้วยพ่อและแม่
และก่อนที่เราจะก้าวพ้นประตูห้องบอลรูม ฉันก็ได้ยินเสียงตะโกนทะเลาะกันอย่างรุนแรงไล่หลังมา
เบียนก้าและแม่ของเอเดรียนกำลังเปิดฉากทะเลาะกันเองแล้ว
“เธอมันคนโกหก!”
“เธอแค่หลอกใช้ลูกชายฉัน!”
“ฉันไม่ได้อยากให้เกิดงานแต่งงานนี้ขึ้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว!”
ฉันค่อยๆ หลับตาลง
และในที่สุด… ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองสามารถหายใจได้เต็มปอดเสียที
เวลาผ่านไปสามเดือน
วิดีโอวันแต่งงานวันนั้นยังคงถูกแชร์ว่อนบนโลกออนไลน์แทบทุกวัน
มันกลายเป็นกระแสไวรัลในโซเชียลมีเดีย
และในขณะเดียวกัน…
บริษัทของครอบครัวเอเดรียนก็ค่อยๆ ล้มละลายลง
นักลงทุนพากันถอนตัวหลังจากมีข่าวอื้อฉาวว่าพวกเขาใช้การแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ
หนำซ้ำ ความจริงยังถูกเปิดเผยอีกว่าเบียนก้าไม่ได้ท้องจริงๆ
มันเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ
เธอทำไปทั้งหมดเพียงเพื่อจะแย่งเอเดรียนกลับคืนมา
แล้วเอเดรียนล่ะ?
เขาบอกเลิกเธอในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา
เพราะในท้ายที่สุด… พวกเขาก็ไม่มีผลประโยชน์อะไรที่จะตักตวงจากกันได้อีกแล้ว
ส่วนฉัน…
ฉันเลือกที่จะเดินออกมาจากความวุ่นวายทั้งหมด
ฉันย้ายไปอยู่เมืองชายทะเลเล็กๆ กับพ่อและแม่
ชีวิตที่นี่ช่างเงียบสงบและเรียบง่าย
และเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี…
ที่ฉันรู้สึกว่าฉันไม่จำเป็นต้องฝืนตัวเองเพื่อให้มีค่าพอที่ใครซักคนจะรัก
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังนั่งดื่มกาแฟในร้านเล็กๆ ใกล้ชายหาด จู่ๆ ก็มีใครบางคนมานั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม
เมื่อฉันเงยหน้าขึ้นมอง…
คุณมาร์โกนั่นเอง
เขายิ้มให้ฉัน
“ขอผมเลี้ยงกาแฟซักแก้วได้ไหมครับ?”
ฉันหลุดขำออกมาเบาๆ
“ฉันนึกว่าพวกระดับ CEO จะยุ่งตลอดเวลาซะอีกค่ะ”
“ก็ยุ่งครับ”
“แต่คนเราก็ต้องรู้จักพักผ่อนบ้างเป็นบางเวลา”
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา…
เราสองคนก็ค่อยๆ สานสัมพันธ์จนกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน
เขาไม่มีคำสัญญาที่หรูหรา
ไม่มีคำพูดที่ลึกซึ้งกินใจจนเกินไป
ทว่าเขาจะคอยอยู่เคียงข้างฉันเสมอ
ในคืนที่ฉันฝันร้าย
ในวันที่ภาพเหตุการณ์เก่าๆ แวบเข้ามาในหัว
และในยามที่ฉันกลัวการที่จะเริ่มต้นรักใครใหม่อีกครั้ง
และบางที…
นั่นอาจเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าใจว่า รักแท้ไม่จำเป็นต้องประกาศให้โลกรู้
มันจะไม่ทำให้คุณต้องอับอาย
มันจะไม่นอกใจคุณ
และที่สำคัญที่สุด มันจะไม่เห็นคุณเป็นแค่ตัวเลือกสำรองของใคร
หนึ่งปีต่อมา…
ฉันนั่งอยู่ริมชายหาดเพื่อเฝ้ามองพระอาทิตย์ตกดิน
สายลมพัดโชยมาเบาๆ
และข้างกายของฉัน มาร์โกกำลังกุมมือฉันไว้แน่น
“ผมมีบางอย่างอยากจะถามคุณครับ”
ฉันยิ้ม
“ทำไมคุณดูตื่นเต้นจังคะ?”
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะคุกเข่าลงต่อหน้าฉัน
แล้วหยิบกล่องแหวนกำมะหยี่ขนาดเล็กออกมา
“อิซาเบลครับ”
“ผมไม่สามารถลบเลือนความเจ็บปวดในอดีตที่คุณเคยเจอมาได้”
“แต่ถ้าคุณยินดี… นับจากนี้ไป ผมอยากจะเป็นคนสร้างรอยยิ้มให้กับคุณเองครับ”
น้ำตาค่อยๆ รื้นขึ้นมาในดวงตาของฉัน
ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวด
แต่เป็นเพราะในที่สุด…
ก็มีใครคนหนึ่งที่เลือกจะรักฉันอย่างหมดหัวใจ โดยไม่มีข้อแม้ ไม่มีข้อกังขา และไม่มีการแบ่งปันให้ใคร
ฉันพยักหน้าพร้อมน้ำตาแห่งความสุข
“ค่ะ”
และในวินาทีที่เขาสวมแหวนเข้าที่นิ้วของฉัน…
จู่ๆ เสียงปรบมือก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พ่อ แม่ และเพื่อนๆ สนิทสองสามคนต่างพากันหัวเราะและร่วมยินดี
ฉันหลุดหัวเราะออกมาพลางเช็ดน้ำตาแห่งความตื้นตันใจ
มาร์โกโอบกอดฉันไว้แน่น
ในขณะที่เบื้องหน้าของเรา…
เกลียวคลื่นยังคงซัดสาดเข้าหาฝั่งอย่างไม่ขาดสาย
ราวกับจะช่วยเตือนสติว่า ต่อให้ชีวิตจะพังทลายลงซักกี่ครั้ง…
สุดท้ายแล้ว คนที่ใช่และพร้อมจะเลือกคุณก็จะก้าวเข้ามาในชีวิตเสมอ
ไม่ใช่เพราะความสะดวกสบาย
ไม่ใช่เพราะหน้าที่รับผิดชอบ
แต่เป็นเพราะว่า… เขาคนนั้นรักในตัวตนของคุณอย่างแท้จริง