หน้ากากที่หลุดลอก: บิลเลี่ยนแนร์ตาบอด (ภาคจบ)
เสียงหัวใจของรินดาและกิตติเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก บรรยากาศในห้องโถงเย็นเฉียบราวกับถูกแช่แข็ง ดวงตาที่เคยคิดว่ามืดบอดของเจ้าสัวอนันต์ บัดนี้กำลังจ้องลึกเข้าไปในจิตใจอันสกปรกของพวกเขาทีละคน
“คุณพ่อ… คุณพ่อตาดีงั้นเหรอคะ?!” รินดาอุทาน เสียงสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ เธอพยายามจะก้าวเข้าไปหา ทว่าสายตาอันดุดันของชายชราทำให้ขาของเธอแข็งทึ่วอยู่กับที่
“ใช่! ฉันเห็น… เห็นทุกอย่าง!” เจ้าสัวอนันต์ตบโต๊ะดังปัง จนถ้วยชาแก้วเจียระไนกระเด็นหลุดจากจานรอง “ฉันเห็นอินดาเอาเศษอาหารบูดๆ มาให้ฉันกิน แอบขโมยแจกันราชวงศ์หมิงและภาพวาดของฉันไปขายเพื่อเอาเงินไปปรนเปรอชู้รักของแก!”
รินดาหน้าซีดเผือดราวกับคนตาย ล้มพับลงไปกองกับพื้นทันที
เจ้าสัวหันสายตาคมกริบไปทางกิตติ ลูกเขยตัวแสบที่บัดนี้เหงื่อกาฬไหลท่วมตัว “ส่วนแก… กิตติ! แกแอบเข้ามาในห้องนอนฉันตอนกลางคืน ค้นตู้เซฟฉันไม่ได้แล้วยังถ่มน้ำลายรดพื้นห้องฉันอีก แกคิดว่าคนตาบอดจะไม่ได้ยินและไม่รู้ใช่มั้ย?!”
“ค… คุณพ่อครับ ผมอธิบายได้ คือผม…” กิตติพยายามจะแก้ตัว แต่เสียงของเขากลับหายเข้าไปในลำคอ เมื่อเจ้าสัวอนันต์ส่งสัญญาณให้บอดี้การ์ดร่างใหญ่สองคนเดินเข้ามาล็อกตัวเขาไว้
บทลงโทษของผู้ทรยศ
เจ้าสัวอนันต์หันไปหาทนายความประจำตระกูลที่นั่งรออยู่แล้วด้วยสีหน้าเรียบเฉย “คุณทนาย ฉีกพินัยกรรมฉบับเก่าทิ้งซะ แล้วอ่านฉบับใหม่ที่ฉันเพิ่งเซ็นเมื่อวานนี้ให้พวกมันฟัง!”
ทนายความพยักหน้า ก่อนจะหยิบเอกสารตราครุฑฉบับใหม่ออกมาและอ่านด้วยน้ำเสียงฉะฉาน:
“ข้าพเจ้า ขอประกาศข้ามพินัยกรรมฉบับเดิมทั้งหมด โดยขอยกเลิกสิทธิ์ในการรับมรดกของ นายกิตติ และ นางรินดา อย่างถาวร และขอตัดออกจากตระกูลนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป!”
“ไม่นะคุณพ่อ! คุณพ่อทำแบบนี้กับรินไม่ได้นะ!” รินดาร้องห่มร้องไห้ คลานเข้าไปเกาะขาเจ้าสัวอย่างหมดรูป แต่กลับถูกสะบัดออกอย่างไม่ใยดี
“นอกจากนี้…” ทนายความอ่านต่อ “ทรัพย์สินในส่วนของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ หุ้นทั้งหมด และคฤหาสน์หลังนี้ รวมมูลค่ากว่าเก้าพันล้านบาท… ขอยกให้กับ นางสาวนลิน สะใภ้เล็ก แต่เพียงผู้เดียว!“
รางวัลของความดีและความจริงใจ
นลินที่นั่งเงียบมาตลอดถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “คุณพ่อคะ… นลินรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ มันมากเกินไป นลินดูแลคุณพ่อเพราะคุณพ่อคือครอบครัว ไม่ได้หวังเงินทองเลยค่ะ”
เจ้าสัวอนันต์หันไปมองนลินด้วยสายตาที่เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนและอบอุ่น ชายชราเอื้อมมือไปกุมมือนลินไว้ “นลิน… เจ้าคนชั่วพวกนั้นมันมองเห็นแต่ตัว แต่อินเนื้อในมันบอดสนิท มีแต่เจ้าคนเดียวที่ดวงตาอาจจะธรรมดา แต่หัวใจของเจ้านั้นสว่างไสวและประเสริฐที่สุด เงินพวกนี้คู่ควรกับคนดีๆ แบบเจ้าแล้ว”
รินดาและกิตติถูกบอดี้การ์ดลากตัวออกจากคฤหาสน์ไปพร้อมกับคราบน้ำตาและความสิ้นเนื้อประดาตัว ไม่เพียงแต่ไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว แต่เจ้าสัวยังสั่งให้ทนายดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์และพยายามฉ้อโกงจนถึงที่สุดอีกด้วย
หลังจากวันนั้น คฤหาสน์ตระกูลอนันต์ก็กลับมามีความสุขอีกครั้ง นลินใช้มรดกที่ได้รับในการขยายธุรกิจและทำงานการกุศลช่วยเหลือสังคม โดยมีเจ้าสัวอนันต์คอยเป็นที่ปรึกษาอยู่เคียงข้าง
บทเรียนราคาแพงในครั้งนี้ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า… “ดวงตาที่มืดบอด ยังไม่น่ากลัวเท่ากับจิตใจที่บอดมืดเพราะความโลภ” และความดีงามที่แท้จริง วันหนึ่งย่อมได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าเสมอ