พ่อไล่ฉันออกจากงานรับปริญญาแพทย์ท่ามกลางสายฝน เพื่อเอาบัตร VIP ไปให้ลูกชู้—ที่ไหนได้ ฉันคือเกียรตินิยมอันดับหนึ่งที่ทุกคนกำลังรอคอย!

ความจริงที่ถูกเหยียบย่ำ

ฉันรีบวิ่งฝ่าสายฝนเข้าไปหาพวกเขา ร่างกายของฉันเปียกปอนไปครึ่งตัว “คุณพ่อคะ! นั่นมันบัตร VIP ของพราวนะคะ เอาคืนมาให้พราวเถอะค่ะ ไม่งั้นพราวเข้างานไม่ได้”

มลฤดีหันมาเบ้ปากใส่ฉันทันที “อะไรของแก ยัยพราว? บัตรนี้โคลอี้เขาได้มาเพราะเขาเป็นนักเรียนดีเด่นต่างหาก แกนั่นแหละไปขโมยมาจากห้องโคลอี้ใช่ไหม? สภาพเหมือนหมาตกน้ำแบบนี้ อย่ามาทำตัวเสนอหน้าให้พวกฉันอายคนอื่นเลย!”

“ไม่จริง! บัตรนั้นระบุชื่อ…” ฉันยังพูดไม่จบ พ่อก็ก้าวเข้ามาผลักไหล่ฉันอย่างแรงจนฉันเกือบเสียหลักล้มลงบนพื้นซีเมนต์ที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำฝน

“หยุดบ้าได้แล้วพราว!” พ่อตวาดเสียงดังจนคนรอบข้างเริ่มหันมามอง “แกมันก็ดีแต่สร้างเรื่องอิจฉาริษยาน้อง โคลอี้เขาเรียนเก่งจนมหาวิทยาลัยมอบบัตรที่นั่งแถวหน้าสุดให้ครอบครัวเรา ส่วนแก… แค่เรียนให้จบไม่โดนรีไทร์ก็บุญหัวแล้ว ถ้าไม่มีบัตรก็ไสหัวไปนั่งข้างหลังนู่น หรือจะกลับบ้านไปเลยก็ยิ่งดี อย่ามาทำตัวเป็นเสนียดในวันแห่งความสำเร็จของน้อง!”

โคลอี้เหยียดยิ้มสะใจพลางควงแขนพ่อเดินเชิดหน้าเข้าประตูไป โดยมีบอดี้การ์ดของงานช่วยเปิดทางให้เพราะบัตร VIP สีทองในมือของมลฤดี ส่วนฉันถูกทิ้งให้อยู่ท่ามกลางสายฝนที่หนาวเหน็บ น้ำตาของฉันไหลปนไปกับหยาดฝน… แต่มันไม่ใช่หยาดน้ำตาแห่งความเสียใจ มันคือความเจ็บปวดที่กลายเป็นความเด็ดเดี่ยว

ฉันปาดน้ำตา สวมชุดครุยวิทยฐานะทับชุดเดรสที่เปียกชื้น แล้วเดินไปที่ประตูทางเข้าสำหรับบัณฑิต

เวลาของ “ตัวจริง”

ในขณะที่ภายในหอประชุมใหญ่โตมโหฬาร ที่นั่งแถวหน้าสุดถูกจับจองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และอนันต์ มลฤดี รวมถึงโคลอี้นั่งอยู่อย่างภาคภูมิใจ โคลอี้แอบถ่ายรูปตั๋ว VIP ลงโซเชียลพร้อมแคปชั่นอวดอ้างว่าเธอคือที่สุดของรุ่น

แต่แล้ว เวลาเปิดพิธีกลับล่วงเลยมาเกือบ 30 นาที เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ อนันต์เริ่มกระสับกระส่าย บรรยากาศในงานดูตึงเครียด พิธีกรบนเวทีก้าวขึ้นมาจับไมค์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“กราบเรียนแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน เนื่องจากขณะนี้พิธีการยังไม่สามารถเริ่มขึ้นได้ เพราะเรากำลังรอการมาถึงของ ‘บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง และผู้แทนบัณฑิตแพทย์ประจำรุ่น’ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของพิธีในวันนี้ครับ”

มลฤดีหันไปกระซิบกับโคลอี้ “โคลอี้ ลูกไม่ได้เป็นคนขึ้นไปพูดเหรอ? ไหนบอกแม่ว่าเป็นท็อปของรุ่นไง?” โคลอี้หน้าถอดสี อึกอักตอบ “เอ่อ… คือ… ระบบของมหาวิทยาลัยน่าจะรวนน่ะค่ะแม่ หนูอาจจะขึ้นไปรับคนแรกเฉยๆ”

ทันใดนั้น ประตูใหญ่ด้านหลังเวทีก็เปิดออก คณบดีคณะแพทยศาสตร์และอธิการบดีเดินนำร่างหญิงสาวคนหนึ่งในชุดครุยที่สง่างามเข้ามา สายตาของคนทั้งฮอลล์จับจ้องไปที่เธอ

เมื่อสปอตไลท์ส่องสว่างวาบไปที่ใบหน้าของเธอ อนันต์ถึงกับเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า… หญิงสาวที่เดินเยื้องย่างด้วยความมั่นใจและเปี่ยมด้วยเกียรติยศคนนั้นคือ “พราว” ลูกสาวที่เขาเพิ่งผลักล้มและไล่ส่งให้ออกไปพ้นๆ หน้าเมื่อครู่นี้!

บทเรียนราคาแพง

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วฮอลล์ พราวก้าวขึ้นสู่โพเดียมอย่างสง่างาม เสียงของเธอผ่านไมโครโฟนดังชัดถ้อยชัดคำ

“กราบเรียน ท่านอธิการบดี คณบดี และคณาจารย์ทุกท่าน… ดิฉัน นางสาวพราวฟ้า อัครเดชาวัฒน์ บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่งอันดับสูงสุดและตัวแทนบัณฑิตแพทย์ในปีนี้…”

อนันต์นั่งตัวแข็งทึ่มราวกับถูกสาป ความจริงกระแทกหน้าเขาอย่างแรงจนหน้าชาไปหมด เขาหันขวับไปหาโคลอี้ด้วยสายตาที่เต็มน่ากลัว “โคลอี้… นี่มันหมายความว่ายังไง?!”

ยังไม่ทันที่โคลอี้จะอ้าปากแก้ตัว เสียงประกาศรายชื่อบัณฑิตเพื่อเข้ารับปริญญาบัตรก็เริ่มขึ้น รายชื่อไล่เรียงไปตามลำดับคะแนน จากเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงช่วงท้ายสุดของงาน…

“นางสาวโคลอี้ รัตนวิจิตร…”

ไม่มีคำว่าเกียรตินิยม ไม่มีเสียงปรบมือจากคณบดี มีเพียงเสียงซุบซิบจากเพื่อนร่วมรุ่นที่รู้ความจริง “อ๋อ ยัยคนนี้ไงที่เกือบเรียนไม่จบ ต้องซ่อมแล้วซ่อมอีก” “ได้ยินว่าชอบโกหกพ่อแม่ว่าเรียนเก่งด้วยนะ” เสียงวิจารณ์ดังระงมจนมลฤดีต้องเอาเป้แบรนด์เนมขึ้นมาบังหน้าด้วยความอับอายขายหน้าอย่างถึงที่สุด

จุดจบของคนลวงโลก

หลังเสร็จสิ้นพิธี บรรดาสื่อมวลชนและผู้อำนวยการจากโรงพยาบาลชั้นนำต่างรุมล้อมพราวเพื่อมอบช่อดอกไม้และเสนอทุนการศึกษาต่อที่ต่างประเทศ อนันต์รีบเบียดเสียดฝูงชนเข้ามาหาพราวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มที่เคลือบแฝงไปด้วยความประจบประแจง

“พราว! ลูกรักของพ่อ! พ่อภูมิใจในตัวลูกที่สุดเลย ทำไมไม่บอกพ่อล่ะลูกว่าเป็นคนเก่งขนาดนี้?” อนันต์พยายามจะเข้ามาโอบกอด

พราวก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว สายตาของเธอที่มองพ่อแท้ๆ แข็งกร้าวและเย็นชาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“อย่ามาแตะต้องตัวฉันค่ะ คุณอนันต์” พราวพูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น “คนที่เป็น ‘ดาวเด่น’ ของคุณคือโคลอี้ไม่ใช่เหรอคะ? บัตร VIP สีทองที่มีชื่อของฉันระบุอยู่… พวกคุณก็ขโมยมันไปแล้ว และคุณเองที่เป็นคนไล่ฉันออกไปจากงานนี้ท่ามกลางสายฝน”

“พราว… พ่อขอโทษ พ่อโดนสองคนนี้หลอก!” อนันต์หันไปตวาดใส่มลฤดีและโคลอี้ที่เดินตามมา “พวกแกสองคนไสหัวไปเลยนะ! กล้าดียังไงมาหลอกฉัน! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉันจะยึดรถ ยึดแบรนด์เนมคืนให้หมด และพวกแกต้องย้ายออกไปจากบ้านของฉัน!”

โคลอี้และมลฤดีร้องไห้โฮ พยายามอ้อนวอน แต่อดดีตที่สายไปแล้วไม่มีวันหวนคืน

พราวมองภาพความพินาศของครอบครัวใหม่ของพ่อด้วยความรู้สึกเรียบเฉย เธอหันหลังให้พวกเขาแล้วพูดทิ้งท้ายไว้ว่า…

“ตั้งแต่วันที่แม่จากไป และวันที่คุณปล่อยให้ฉันเผชิญโลกตามลำพัง… ดิฉันก็ไม่มีพ่ออีกต่อไปแล้วค่ะ ความสำเร็จในวันนี้เป็นของดิฉันและคุณแม่บนสวรรค์เท่านั้น ส่วนคุณ… เชิญเสวยสุขกับผลกรรมที่เลือกคว้าคนลวงโลกและโยนเพชรแท้อย่างฉันทิ้งไปได้เลยค่ะ”

พราวเดินจากไปพร้อมกับรอยยิ้ม ท่ามกลางเสียงแฟลชของนักข่าวและการต้อนรับของเพื่อนร่วมวิชาชีพ ทิ้งให้อดีตพ่อบังเกิดเกล้านั่งคุกเข่าร้องไห้ด้วยความสำนึกผิดที่สายเกินไปในฮอลล์อันอ้างว้าง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *