ตอนจบ: สิ่งที่เงินของพ่อซื้อไม่ได้
เสียงประกาศของอธิการบดีดังกังวานก้องไปทั่วฮอลล์ปรับอากาศอันโอ่อ่า
“…ขอเรียนเชิญ นางสาวธัญพิชชา (นามสกุลของคุณ) บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง จากคณะเศรษฐศาสตร์ ขึ้นรับรางวัลทุนวิจัยเกียรติยศและกล่าวสุนทรพจน์ค่ะ”
วินาทีนั้น… ทั่วทั้งฮอลล์ตกอยู่ในความเงียบกริบสำหรับครอบครัวของฉัน
ฉันเหลือบมองไปที่แถวหน้าสุด มือของพ่อที่เคยถือกล้องเตรียมถ่ายอัญชลีลดต่ำลงมาโดยอัตโนมัติ ใบหน้าของพ่อซีดเผือด ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างด้วยความช็อก ส่วนแม่ถึงกับทำช่อดอกกุหลาบสีขาวในมือร่วงลงพื้น อัญชลีที่เคยหัวเราะคิกคักกับเพื่อนๆ หน้าถอดสีทันทีที่ได้ยินชื่อและนามสกุลที่คุ้นเคยประกาศออกไมค์
ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ ยืดอกตรง แล้วก้าวเดินขึ้นไปบนเวทีอย่างสง่างาม
เสียงปรบมือจากคนนับพันดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางเสียงเชียร์เหล่านั้น ฉันมองเห็นศาสตราจารย์เกริกเกียรติยืนยิ้มและปรบมือให้ฉันจากแถวที่นั่งคณาจารย์ สายตาของท่านเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและบอกฉันว่า “อาจารย์บอกคุณแล้ว”
ฉันเดินไปหยุดที่หน้าโพเดียม มองลงไปยังทะเลผู้ปกครอง และล็อกสายตาไปที่คนสามคนในแถวหน้าสุดที่กำลังนั่งตัวแข็งทื่อเหมือนเห็นผี
ฉันปรับไมโครโฟน และเริ่มกล่าวสุนทรพจน์:
“ท่านอธิการบดี คณาจารย์ และเพื่อนบัณฑิตทุกท่านคะ… สี่ปีที่แล้ว มีคนเคยบอกกับดิฉันว่า อนาคตของดิฉันไม่มีค่าพอที่จะลงทุน เขาบอกว่าดิฉันคือ ‘การลงทุนที่สูญเปล่า’ และมองว่าการศึกษาคือเรื่องของตัวเลขและผลกำไรเท่านั้น”
ฉันเห็นพ่อสะดุ้ง ตัวสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด แม่รีบก้มลงเก็บช่อดอกไม้ขึ้นมาแนบอกด้วยมือที่สั่นระริก
“ในคืนนั้น ดิฉันคิดว่าโลกของดิฉันล่มสลายลงแล้ว แต่ขอบคุณความโหดร้ายในวันนั้น ที่ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้ว่า ‘คุณค่าของตัวเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสายตาของคนที่มองไม่เห็นมัน’ ดิฉันเรียนรู้ที่จะทำงานหนัก นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง ประทังชีวิตด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และพิสูจน์ตัวเองผ่านหยาดเหงื่อทุกหยด เพื่อมาวิงวอนขอทุนการศึกษาที่นี่ มหาวิทยาลัยเซนต์ลอเรนซ์”
“วันนี้ ดิฉันมายืนอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่เพราะเงินทุนของใคร หรือเพราะโชคช่วย แต่มาด้วยสมอง สองมือ และศักดิ์ศรีของดิฉันเอง… รางวัลนี้จึงไม่ใช่ของดิฉันคนเดียว แต่เป็นของทุกคนที่เคยถูกตราหน้าว่า ‘ไม่มีวันทำได้’ จงจำไว้นะคะว่า ไม่มีใครกำหนดอนาคตของเราได้ นอกจากตัวเราเอง ขอบคุณค่ะ”
ทันทีที่พูดจบ ทั่วทั้งหอประชุมลุกขึ้นยืนปรบมือ (Standing Ovation) เสียงเชียร์ดังกึกก้องยาวนานกว่านาที น้ำตาแห่งความภาคภูมิใจที่ฉันกักเก็บมาตลอดสี่ปีไหลอาบแก้ม แต่มันคือน้ำตาแห่งชัยชนะ
หลังเสร็จสิ้นพิธีการ บัณฑิตทุกคนแยกย้ายไปถ่ายรูปกับครอบครัวตามซุ้มต่างๆ ฉันเดินแยกตัวออกมาพร้อมกับถ้วยรางวัลและประกาศนียบัตรเกียรตินิยม
ไม่ทันไร พ่อ แม่ และอัญชลีก็รีบเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาหาฉัน
“ธัญพิชชา! นี่มันเรื่องอะไรกัน?!” พ่อถามเสียงหลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสนและอับอาย “แกเรียนจบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทองของเซนต์ลอเรนซ์งั้นเหรอ? เป็นประธานบัณฑิตด้วย? ทำไม… ทำไมแกไม่เคยบอกพ่อกับแม่เลย!”
แม่รีบแทรกเข้ามาพยายามจะกอดฉัน “ลูกแม่… แม่ภูมิใจในตัวลูกที่สุดเลยนะ ดูสิ แม่เตรียมดอกไม้มาให้ลูกด้วย…” แม่ยื่นช่อดอกกุหลาบขาวมาให้
ฉันก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ปฏิเสธที่จะรับช่อดอกไม้นั้นอย่างสุภาพ
“เก็บไว้ให้อัญชลีเถอะค่ะแม่ อัญชลีอุตส่าห์เรียนจบทั้งที” ฉันพูดเสียงเรียบพลันมองไปที่ฝาแฝดของฉันที่ยืนหลบหน้าอยู่ข้างหลัง อัญชลีเรียนจบแบบคาบเส้น และไม่มีรางวัลใดๆ ติดมือเลยในวันนี้
“ทำไมแกต้องทำประชดประชันขนาดนี้ด้วย!” พ่อเริ่มขึ้นเสียง “แกพูดบนเวทีเมื่อกี้ หมายความว่าจะหักหน้าพ่อต่อหน้าคนทั้งมหาวิทยาลัยใช่ไหม? พ่อเป็นพ่อแกนะ!”
ฉันมองสบตาพ่อตรงๆ สายตาของฉันไม่มีความโกรธแค้นเหลืออยู่แล้ว มีเพียงความว่างเปล่า
“หนูไม่ได้ประชดค่ะพ่อ หนูแค่พูดความจริง” ฉันตอบ “สี่ปีที่แล้ว พ่อเลือกที่จะลงทุนกับอัญชลีเพราะคิดว่าจะได้ผลกำไร พ่อทิ้งหนูไว้ในห้องนั่งเล่นวันนั้น ทิ้งให้หนูหาทางเอาเอง… วันนี้หนูแค่อยากให้พ่อเห็นว่า สิ่งที่เงินของพ่อซื้อไม่ได้ คือความพยายามและสมองของหนู”
“หนูขอบคุณพ่อนะคะ” ฉันยิ้มบางๆ “ถ้าวันนั้นพ่อไม่ใจร้ายกับหนู หนูคงไม่มีวันแกร่งและมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้”
“ธัญ… พ่อ…” พ่ออึกอัก ใบหน้าที่เคยทรนงตนบัดนี้ดูแก่ชราและเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด พ่อหันไปมองถ้วยรางวัลเกียรตินิยมเหรียญทองในมือฉัน มันคือเกียรติยศสูงสุดที่เงินกี่ล้านก็ซื้อไม่ได้ และครอบครัวคนรวยคนอื่นๆ ในงานต่างพากันมองมาที่พ่อด้วยความอิจฉา โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าพ่อไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมันแม้แต่บาทเดียว
“หนูขอตัวก่อนนะคะ ศาสตราจารย์และผู้บริหารจากบริษัทต่างประเทศที่ให้ทุนวิจัยหนูกำลังรอเลี้ยงฉลองให้หนูอยู่ค่ะ”
ฉันหันหลังกลับช้าๆ เดินแยกออกมาจากพวกเขาทันที
“ธัญพิชชา! เดี๋ยวก่อนลูก! กลับมากินข้าวกับพ่อแม่ก่อน!” เสียงแม่ตะโกนไล่หลังมาด้วยความเสียดายและพยายามจะคว้าตัวฉันไว้ แต่ฉันไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง
สี่ปีที่แล้ว พวกเขาเคยตัดฉันออกจากโต๊ะอาหารค่ำที่มีจานเพียงสามใบ… แต่วันนี้ โต๊ะอาหารที่ฉันกำลังจะไปนั่ง คือโต๊ะแห่งความสำเร็จที่ฉันสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเองอย่างแท้จริง