ตอนที่ 2 (ต่อ): การดูถูกครั้งสุดท้าย
“หวังว่าการมาเมืองไทยครั้งนี้ เธอคงไม่ได้มาดักรอขอความช่วยเหลือจากฉันหรอกนะ เอลีน่า” เลอันโดรเหยียดยิ้ม พลางขยับเนกไท “แต่ก็นะ… คนระดับเธอ แค่จะเข้าใกล้ตึกบริษัทฉันยังยากเลย เอาเป็นว่าขอให้โชคดีกับชีวิตเหงา ๆ ชัดเจนนะ?”
ฉันไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่ยิ้มบาง ๆ แล้วเดินตามหลังเขาออกไปจากประตูเครื่องบินอย่างไม่เร่งรีบ
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในอาคารผู้โดยสาร VIP ของสนามบินสุวรรณภูมิ เลอันโดรเดินเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ เขามองซ้ายมองขวาคล้ายกำลังมองหารถหรูของบริษัทที่จะมารับ ทว่า สายตาของเขากลับไปสะดุดเข้ากับรถยนต์ Bentley สีดำเงาวับคันหรูที่จอดเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงประตูทางออก VIP ซึ่งมีบอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำสี่คนยืนอารักขาอย่างเข้มงวด
“นั่นมัน… รถของประธานใหญ่ Apex Holdings นี่นา!” เลอันโดรอุทานออกมาเบา ๆ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและตื่นเต้น “ฉวยโอกาสนี้เข้าไปทักทายแสดงตัวก่อนเลยดีกว่า”
ตอนที่ 3: “หม่ามี้ครับ!” และจุดจบของคนขี้คุย
ยังไม่ทันที่เลอันโดรจะก้าวขาเข้าไปใกล้ ประตูผู้โดยสารตอนหลังของรถ Bentley ก็ถูกเปิดออกโดยบอดี้การ์ด และสิ่งที่ทำให้ทุกคนในบริเวณนั้นต้องหันมามองคือ… เด็กชายหน้าตาหล่อเหลา ผิวพรรณผู้ดี สามคนในชุดสูทสากลขนาดเล็กพอดิบพอดีตัว เดินเรียงแถวลงมาจากรถ
พวกแกอายุประมาณ 4 ขวบ หน้าตาถอดแบบกันออกมาราวกับพิมพ์เดียว… เด็กแฝดสาม!
เลอันโดรขมวดคิ้วด้วยความฉงน “เด็กพวกนี้ลูกเต้าเหล่าใครกัน? ทำไมถึงนั่งรถของ Apex Holdings…”
แต่แล้ว คำพูดของเขาก็ต้องกลืนลงคอไปทันที เมื่อเด็กชายแฝดสามทั้งสามคนหันมาเห็นฉันที่เพิ่งเดินพ้นประตูสนามบินออกมา ดวงตากลมโตของเด็ก ๆ เป็นประกายระยิบระยับ ก่อนจะพากันวิ่งเหยาะ ๆ ตรงดิ่งมาทางฉันพร้อมกับเสียงเจื้อยแจ้วที่ดังลั่นไปทั่วบริเวณ
“หม่ามี้ครับ!!!”
เด็ก ๆ ทั้งสามคนพุ่งเข้ามากอดขาและสวมกอดฉันแน่นด้วยความคิตถึง
“หม่ามี้! พี่ธันย์คิดถึงหม่ามี้ที่สุดเลยครับ! นึกว่าจะกลับมาไม่ทันวันเกิดพวกเราซะแล้ว” พี่คนโตเอ่ยเสียงอ้อน “ธามก็คิดถึงครับ หม่ามี้ซื้อของเล่นจากนิวยอร์กมาฝากพวกเราไหมครับ?” น้องคนรองถามตาแป๋ว “ธีร์อยากกอดหม่ามี้บนรถครับ แด๊ดดี้นั่งรออยู่บนรถโน่นแล้วครับ!” น้องคนเล็กชี้มือกลับไปที่รถ Bentley
ฉันย่อตัวลงกอดและหอมแก้มเด็ก ๆ ทั้งสามคนด้วยความรักสุดหัวใจ “หม่ามี้ก็คิดถึงลูก ๆ ค่ะ กลับมาทันแน่นอนอยู่แล้วคลับคนเก่ง”
ตอนที่ 4: ความจริงที่ทำให้หน้าหงาย
เลอันโดรที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า หน้าของเขาถอดสีจนขาวซีดเหมือนกระดาษ ปากของเขาอ้าค้าง สั่นพั่บ ๆ จนพูดไม่เป็นภาษา
“อะ… เอลีน่า… นี่มันอะไรกัน?! เธอ… เธอมีลูก? แฝดสาม?! แถมยัง… รถคันนั้น…” เขาละล่ำละลักถาม เสียงสั่นเครือด้วยความช็อกขั้นสุด เพราะผู้หญิงที่เขาเคยตราหน้าว่าเป็นหมันและไร้ค่า กำลังถูกเด็กแฝดสามหน้าตาดีล้อมรอบ แถมยังมีรถระดับพันล้านมารับ
ในวินาทีนั้นเอง บอดี้การ์ดหัวหน้าชุดเดินตรงเข้ามาหาฉัน ก้มศีรษะให้ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด ก่อนจะส่งเอกสารและรับกระเป๋าจากมือฉันไป
“สวัสดีครับ ท่านประธานเอลีน่า คุณอคิณ (สามีใหม่) และคุณหนูทั้งสามมารับคุณท่านกลับบ้านครับ ส่วนเรื่องสัญญาร่วมทุนที่บริษัทของ คุณเลอันโดร ยื่นเข้ามา… ทาง Apex Holdings ของเราได้ทำการ ‘ปฏิเสธ’ และฉีกทิ้งเรียบร้อยแล้วครับ ตามคำสั่งล่วงหน้าของท่านประธาน”
คำพูดของบอดี้การ์ดเหมือนสายฟ้าที่ผ่าลงกลางกบาลของเลอันโดร!
“ทะ… ท่านประธาน… Apex Holdings?!” เลอันโดรคุกเข่าลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสำนึกผิดอย่างมหันต์
ฉันหันไปมองอดีตสามีเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชอย่างแท้จริง ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก
“อ้อ… เลอันโดร ฉันลืมบอกคุณไปอย่างหนึ่ง” ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่ทรงพลัง “ฉันไม่ได้เป็นหมัน… คนที่เป็นหมันน่ะ คือคุณต่างหากล่ะ ส่วนลูกสาวที่คุณภูมิใจนักหนา… ลองไปตรวจ DNA ดูหน่อยก็ดีนะ”
พูดจบ ฉันก็จูงมือลูกชายแฝดสามทั้งสามคนเดินตรงไปยังรถ Bentley หรูหรา ทิ้งให้เลอันโดรนั่งช็อก หน้าถอดสี และกรีดร้องอยู่เบื้องหลังอย่างคนหมดตัวและหมดศักดิ์ศรี… สะใจที่สุด!