พินัยกรรมสีเลือด: บทเรียนคนโลภ

ความจริงจากซองสีแดง

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบกริบ พี่กานต์และพี่สิตาชะงักไป ทนายสมชายเปิดกระเป๋าเอกสารใบใหญ่แล้วหยิบ “ซองจดหมายสีแดงสด” ซองหนึ่งออกมา บรรยากาศในห้องแปรเปลี่ยนเป็นความอึดอัดและเย็นเยือกขึ้นมาทันที

“นอกจากทรัพย์สินส่วนตัวที่คุณท่านยกให้พวกคุณสองคนแล้ว ยังมีพินัยกรรมอีกฉบับที่ระบุถึง ‘หุ้นทั้งหมดของบริษัทอัครินทร์กรุ๊ป’ และ ‘ที่ดินผืนที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ’ ครับ” ทนายสมชายกล่าวเสียงเรียบ

พี่กานต์ตาโตด้วยความโลภ “จะ… จะบอกว่าพ่อยังเหลือหุ้นกับที่ดินงั้นเหรอ! รีบอ่านสิว่าพ่อให้ฉันหรือสิตา!”

ทนายสมชายไม่ได้ตอบ แต่กลับยื่นซองสีแดงนั้นมาตรงหน้าของฉัน “ซองนี้… คุณท่านสั่งไว้ว่าต้องให้คุณกษิดิศเป็นคนเปิดต่อหน้าทุกคนเท่านั้นครับ”

ฉันรับซองสีแดงมาด้วยมือที่สั่นเทา ท่ามกลางสายตาไม่พอใจของพี่ ๆ ทันทีที่ฉันคลี่กระดาษข้างในออกและอ่านข้อความ ข้อความนั้นไม่ได้มีเพียงตัวหนังสือ แต่มี “เอกสารลับรับรองการตรวจ DNA” และ “ใบบันทึกหนี้สิน” แนบมาด้วย!

ความตื่นตระหนกและเสียงกรีดร้อง

เมื่อทนายสมชายเริ่มอ่านข้อความในพินัยกรรมฉบับสีแดง เสียงของเขาดังก้องไปทั่วห้องบอร์ดรูมที่จู่ ๆ ก็เย็นเฉียบจนน่ากลัว

“ถึง กษิดิศ ลูกรักคนเดียวของพ่อ… พ่อรู้มาตลอดว่าพี่ ๆ ของลูกพยายามหาทางไล่ลูกออกจากบ้าน พ่อจึงต้องทำเป็นไม่สนใจลูกในวาระสุดท้ายเพื่อปกป้องลูก…

ความจริงก็คือ… กษิดิศคือลูกแท้ ๆ สายเลือดเดียวของพ่อ ที่เกิดกับภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนกานต์และสิตา… เป็นเพียงลูกติดของอดีตภรรยาเก่าที่ไม่มีสายเลือดของพ่อเลยแม้แต่หยดเดียว!

ดังนั้น พ่อขอยกหุ้นทั้งหมดของบริษัท 80% และที่ดินมูลค่าหลายพันล้านให้กษิดิศแต่เพียงผู้เดียว!”

“ไม่จริง!!! มันเป็นไปไม่ได้!” พี่สิตากรีดร้องลั่นห้อง หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความช็อกและหวาดกลัว “อีแก่ตัณหากลับนั่นมันโกงพินัยกรรมแน่ ๆ! ฉันไม่ยอม!”

“แกทำเสน่ห์ใส่พ่อใช่ไหมไอ้กษิดิศ!” พี่กานต์พุ่งตัวจะเข้ามาทำร้ายฉัน แต่รปภ. ที่ทนายสมชายเตรียมไว้รีบเข้ามาล็อกตัวเขาไว้ทันที

บทลงเอยอันน่าสะพรึงกลัว

ทนายสมชายยิ้มเย็นเยือกก่อนจะหยิบเอกสารใบสุดท้ายขึ้นมา

“ยังไม่หมดครับคุณกานต์ คุณสิตา… คฤหาสน์ที่คุณกานต์ได้ไป รวมถึงเงินสดที่คุณสิตาได้ไป ทั้งหมดนั้น… ถูกใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันหนี้สินล้นพ้นตัวของบริษัท ซึ่งตอนนี้บริษัทเป็นของคุณกษิดิศแล้ว และจากหลักฐานการทุจริตเงินบริษัทที่คุณทั้งสองคนร่วมกันยักยอกไปเสวยสุขที่ต่างประเทศตลอด 5 ปีที่ผ่านมา…”

ทนายสมชายหันไปพยักหน้าให้ประตูห้องเปิดออก ตำรวจในเครื่องแบบ 4 นายเดินเข้ามาในห้องทันที

“คุณกษิดิศได้แต่งตั้งให้ผมดำเนินคดีคดียักยอกทรัพย์และฉ้อโกงกับพวกคุณทั้งสองคนครับ ทรัพย์สินทั้งหมดที่คุณได้ไปในวันนี้ จะถูกยึดทรัพย์เพื่อชดใช้หนี้สิน และพวกคุณต้องเข้าคุกทันทีโดยไม่มีสิทธิ์ประกันตัว”

พี่กานต์และพี่สิตาหน้าถอดสีจนขาวซีดเหมือนศพ ความเย่อหยิ่งทนงตัวก่อนหน้านี้มลายหายไปสิ้น ทั้งสองคนคุกเข่าลงกับพื้น คลานเข้ามากอดขาฉัน ร้องไห้โฮจนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด

“กษิดิศ! พี่ผิดไปแล้ว! พี่ขอโทษ! อย่าจับพี่เข้าคุกเลยนะ พวกเราเป็นพี่น้องกันนะ!” สิตาอ้อนวอนเสียงสั่น

ฉันมองดูคนที่เคยโยนเสื้อผ้าของฉันทิ้งตากฝน คนที่เคยไล่ฉันเหมือนหมูเหมือนหมาในวันที่ฉันเสียใจที่สุด… ฉันค่อย ๆ ดึงขาออกจากการเกาะกุมของพวกเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า

“ในวันที่ผมไม่มีใคร พวกพี่บอกว่าผมเป็นแค่ขยะ… วันนี้ผมแค่คืนตำแหน่งขยะนั้นให้พวกพี่ครับ” ฉันพูดเสียงเรียบ

ตำรวจลากตัวกานต์และสิตาออกไปจากห้อง ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวนที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง… ความโลภและความใจดำได้ส่งพวกเขาสู่จุดจบในคุกมืด ส่วนฉัน… เดินออกจากห้องบอร์ดรูมพร้อมกับรูปถ่ายของคุณพ่อ ยิ้มรับแสงตะวันวันใหม่และอิสรภาพที่แท้จริง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *