น้ำตาของผู้บริสุทธิ์
ไม่เพียงแต่ความอบอุ่นที่ คลารา มอบให้ แต่ฉันยังได้รับรู้ความจริงที่ทำให้หัวใจของคนเป็นแม่ต้องหลั่งเลือด ทุก ๆ คืนหลังจากที่เธอคิดว่าฉันหลับไปแล้ว คลาราจะมานั่งข้างเตียง คอยจับมืออันเหี่ยวย่นของฉันไว้แล้วร้องไห้เงียบ ๆ
“คุณท่านคะ… คลาราขอโทษนะคะที่บ้านหลังนี้มันเล็กและร้อน คลาราอยากพาคุณท่านไปโรงพยาบาลดี ๆ ไปหาหมอเก่ง ๆ เพื่อรักษาตาของคุณท่านให้หาย แต่คลาราไม่มีเงินเลย…” เธอสะอื้น “แต่คุณท่านไม่ต้องห่วงนะคะ คลาราจะดูแลคุณท่านให้ดีที่สุดจนถึงวินาทีสุดท้ายเลยค่ะ”
แม้แต่หลานสาวตัวน้อยของฉันก็ยังคอยมานั่งเล่านิทานให้ฟัง คอยเป่าเพลี้ยง ๆ เวลาเห็นรอยเขียวช้ำที่แขนของฉัน (รอยแผลที่เกิดจากความใจร้ายของแคทรียา) โดยที่พวกเธอไม่รู้เลยว่า ทุกการกระทำและทุกคำพูดอันบริสุทธิ์นั้น ได้ถูกบันทึกไว้ในหัวใจของฉันหมดแล้ว
วันพิพากษา: วันเปิดพินัยกรรม
และแล้วเวลาก็มาถึง… ฉันสั่งให้ทนายความส่วนตัวนัดหมายทุกคนในตระกูลมารวมตัวกันที่คฤหาสน์หลังใหญ่เพื่อ “อ่านพินัยกรรมฉบับสุดท้าย” โดยอ้างว่าอาการของฉันทรุดหนักและอาจอยู่ได้อีกไม่นาน
เบญจาและแคทรียาเดินเข้ามาในห้องโถงด้วยชุดสีดำหรูหรา ใบหน้าของพวกเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความกระหยิ่มยิ้มย่องและแต่งหน้าจัดเต็ม ราวกับกำลังจะมางานเฉลิมฉลองมากกว่างานไว้อาลัย ส่วนคลารานั่งอยู่มุมห้องในชุดเรียบ ๆ กอดลูกสาวตัวน้อยไว้แน่นด้วยสีหน้าเป็นห่วงฉันอย่างสุดหัวใจ
“เอาล่ะค่ะทนาย เริ่มอ่านพินัยกรรมเถอะค่ะ จะได้จบ ๆ ไป ยัยแก่นี่ก็นั่งเอ๋อตาบอดไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่แล้ว จะรออะไรอีก!” เบญจาพูดขึ้นอย่างหมดความอดทน
ทนายความกระแอมเบา ๆ ก่อนจะเปิดเอกสารขึ้นมาอ่าน: “ข้าพเจ้า คุณหญิงอัญชลี ขอประกาศว่า ทรัพย์สินทั้งหมดของข้าพเจ้า รวมถึงหุ้นทั้งหมดในบริษัทเครื่องเพชร มูลค่าห้าหมื่นล้านบาท… ขอยกให้กับ…”
หน้ากากที่หลุดลอก และดวงตาที่เบิกกว้าง
“ขอยกให้กับ สะใภ้สาม… คลารา แต่เพียงผู้เดียว!” เสียงของทนายความดังก้องไปทั่วห้องโถง
“อะไรนะ!!! เป็นไปไม่ได้! ยัยแก่นี่สมองเพี้ยนไปแล้วหรือไง?!” แคทรียากรีดร้องลุกขึ้นยืนตบโต๊ะ “พวกเราเป็นคนดูแลมันนะ! ยัยคลารามันเป็นแค่เด็กบ้านนอก มันจะไปบริหารบริษัทได้ยังไง พินัยกรรมนี้ต้องเป็นของปลอม!”
เบญจาพุ่งตรงมาที่รถเข็นของฉัน เธอชี้หน้าด่าอย่างบ้าคลั่ง “อีแก่ตาบอด! แกมันตาบอดแล้วยังหูหนวกสมองเลอะเลือนอีกเหรอ! เปลี่ยนพินัยกรรมเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นฉันจะปล่อยให้แกอดตาย!”
ในวินาทีนั้นเอง… ฉันสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา
ดวงตาของฉันไม่ได้ขุ่นมัว ไม่ได้บอดสนิท แต่มันเป็นดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความโกรธแค้นและอำนาจ ฉันจ้องลึกเข้าไปในตาของเบญจาและแคทรียาตรง ๆ จนพวกเธอสะดุ้งสุดตัวและก้าวถอยหลังด้วยความช็อก
“ใครบอกพวกแก… ว่าฉันตาบอด?” ฉันเอ่ยเสียงเรียบ แต่ทรงพลังจนห้องทั้งห้องเงียบกริบ
จุดจบของนางมารร้าย
เบญจาและแคทรียาหน้าถอดสี ซีดเผือดจนเหมือนคนไม่มีเลือด เลือดในกายของพวกเธอเย็นเฉียบราวกับหยุดหายไปในพริบตา
“ฉันเห็นทุกอย่าง…” ฉันพูดพลางลุกขึ้นยืนจากรถเข็นอย่างมั่นคง “ฉันเห็นตอนที่แก เอาข้าวคลุกอาหารหมาบูด ๆ มาให้ฉันกิน! ฉันเห็นตอนที่แกขโมยแหวนเพชรของฉันไป! และฉันก็จำได้ทุกความเจ็บปวดที่แกขังฉันไว้ในห้องมืด ๆ แล้วจิกเนื้อฉัน!”
ฉันหันไปหาทนายความแล้วหยิบรีโมตขึ้นมากดเปิดจอทีวีขนาดยักษ์ในห้องโถง ภาพที่ปรากฏคือคลิปวิดีโอจาก กล้องวงจรปิดซ่อนกล้อง ที่ฉันให้คนไปติดตั้งไว้ในห้องนอนของพวกเธอทุกบ้าน ภาพหลักฐานการทารุณกรรมและการขโมยทรัพย์สินปรากฏชัดเจนเต็มตา
“เบญจา แคทรียา… พวกแกสองคนและลูกชายของฉันที่ปล่อยปละละเลยจะไม่ได้สมบัติเลยแม้แต่บาทเดียว! แถมเงินสินสอดและบ้านที่ฉันเคยซื้อให้ ฉันจะให้ทนายฟ้องยึดทรัพย์คืนทั้งหมด! และที่สำคัญ…” ฉันหันไปหาตำรวจที่เดินเข้ามาในห้อง “ข้อหาพยายามฆ่าโดยการงดเว้น (ปล่อยให้อดอยาก) และข้อหาวิ่งราวทรัพย์… เชิญพวกแกไปนอนคุยกันในคุก!”
เบญจาและแคทรียาทรุดลงกับพื้น ร้องไห้โฮและพยายามคลานเข้ามาเกาะขาฉันเพื่อขอขมา แต่มันสายเกินไปแล้ว ตำรวจลากตัวพวกเธอออกไปในสภาพที่หมดรูปสะใภ้ไฮโซ
ฟ้าหลังฝนของสะใภ้แสนดี
ฉันหันไปหาคลาราที่กำลังยืนอึ้งและน้ำตาไหลด้วยความตกใจ ฉันเดินเข้าไปสวมกอดเธอและหลานสาวตัวน้อยไว้แน่น
“คลารา… ขอบใจหนูมากนะลูก ความดีและหัวใจที่บริสุทธิ์ของหนูได้ช่วยชีวิตคนแก่อย่างฉันไว้ สมบัติทั้งหมดนี้เป็นของหนู และต่อจากนี้ไป ฉันจะสอนงานและอยู่เคียงข้างหนูเอง”
คลาราร้องไห้สะอื้นและกราบลงที่อกของฉัน บ้านหลังเล็กที่เคยร้อนอบอ้าวถูกเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นในคฤหาสน์หลังใหญ่ ความดีชนะทุกสิ่ง และหน้ากากของคนชั่วก็ถูกกระชากออกอย่างสะใจที่สุดในท้ายที่สุด!