ตอนที่ 2: หน้ากากที่หลุดลุ่ย กับ บัญชีแค้นที่ต้องชำระ

ตอนที่ 2: หน้ากากที่หลุดลุ่ย กับ บัญชีแค้นที่ต้องชำระ

เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ขึ้นมาทันทีหลังจากสิ้นประโยคของท่านนายพล แขกเหรื่อในงานต่างหันไปซุบซิบสายตาที่เคยเหวี่ยงมองฉันด้วยความสมเพช เปลี่ยนเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและนับถือ ส่วนสายตาที่เคยชื่นชมพิมพ์นารากลับกลายเป็นความเหยียดหยามในพริบตา

“ไม่จริง! เป็นไปไม่ได้!” แม่สามีหวีดร้องเสียงหลง หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธและตกใจ “เมธาบอกฉันว่านังกานต์มันเป็นแค่แม่บ้านวัน ๆ ไม่ทำอะไร เงินเดือนเมธาก็ส่งให้มันใช้หมด แล้วมันจะเป็นผู้กองได้ยังไง?! ท่านนายพลโดนมันหลอกแล้วค่ะ!”

พลเอกทรงพลไม่แม้แต่จะหันไปมองแม่สามี ท่านเพียงแค่ส่งสัญญาณมือเรียบ ๆ ให้กับนายทหารคนสนิทที่ยืนอยู่ด้านหลัง ทหารนายนั้นก้าวเข้ามาพร้อมกับเปิดแฟ้มเอกสารตราวับของกองทัพทันที

“เรียนคุณนายประดับ (แม่สามี)” นายทหารคนสนิทเอ่ยเสียงเรียบ “ร้อยเอกหญิง กานต์พิชชา ลาออกจากราชการล่วงหน้าเพื่อมาดูแลบุตรตามคำขอร้องของร้อยเอกเมธา แต่ในทางราชการและกฎหมายพินัยกรรมทหาร… สิทธิ์และเกียรติยศทั้งหมดของร้อยเอกเมธา ถูกผูกไว้กับภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายแต่เพียงผู้เดียว และที่สำคัญ…”

ทหารคนสนิทเหลือบตาไปมองพิมพ์นาราที่นั่งหน้าซีดเผือดอยู่บนพื้น

“ร้อยเอกเมธา ถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงก่อนเสียชีวิต ข้อหาประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงและมีชู้ ซึ่งผู้ที่ยื่นฟ้องต่อกองทัพ… ก็คือผู้กองกานต์พิชชาครับ”

ความจริงเบื้องหลัง “เมียน้อยแสนดี”

พิมพ์นาราร้องไห้โฮออกมาทันที แต่คราวนี้ไม่ใช่การแสร้งทำเป็นอ่อนแอ มันคือความกลัวอย่างสุดขีด เธอลุกขึ้นคลานเข้ามาเกาะขาแม่สามี “คุณแม่คะ… ไม่จริงใช่ไหมคะ? แล้วที่พี่เมธาบอกว่าจะยกเงินประกันทหาร 5 ล้านให้พิมพ์กับลูกในท้องล่ะคะ? พิมพ์ยอมลาออกจากงานมาอยู่เฉย ๆ เพราะพี่เมธาสัญญาว่าจะเลี้ยงดูนะ!”

ฉันมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่เย็นชา ก่อนจะส่งพานธงชาติให้ น้องโปรด ลูกชายคนโตถือไว้อย่างเบามือ ฉันก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ชุดเดรสสีดำสนิทที่ฉันสวมใส่ไม่ได้ทำให้ฉันดูหม่นหมองเลยสักนิด ในทางกลับกัน บุคลิกหลังตรง อกผาย และสายตาเฉียบคมที่ฝึกฝนมาจากการเป็นทหารพรานหญิงรบพิเศษ ยิ่งทำให้ฉันดูทรงพลังจนคนรอบข้างต้องหลีกทาง

“พิมพ์นารา…” ฉันเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่บาดลึกไปถึงกระดูก “เธอคิดจริงๆ เหรอว่าเมธาเขารักเธอ?”

“พี่เมธารักฉัน! เขาบอกว่าเกลียดแก… เกลียดที่แกแข็งกระด้างเหมือนทหาร!” พิมพ์นากร่นขู่ตะคอกกลับทั้งน้ำตา

ฉันเค่นยิ้มสมเพช ก่อนจะหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลหนาปึกที่ฉันเตรียมมาด้วยออกมาโยนลงบนโต๊ะกลางศาลา เสียงเอกสารตกกระทบโต๊ะดัง ปัง! จนแม่สามีสะดุ้ง

“งั้นเธอช่วยเปิดดูอภินันทนาการชิ้นสุดท้ายที่สามีสุดที่รักของเธอทิ้งไว้ให้หน่อยเป็นไง?”

พี่สะใภ้ของเมธาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นรีบคว้าซองไปเปิดดู ทันทีที่เห็นแผ่นกระดาษข้างใน เธอถึงกับเอามืออุดปาก “ตายแล้ว! นี่มัน…”

หนี้ก้อนโต และ ละครฉากสุดท้าย

“นั่นคือสเตทเมนต์บัญชีธนาคารทั้งหมดของเมธา และหนังสือแจ้งหนี้จากสถาบันการเงิน” ฉันอธิบายด้วยน้ำเสียงฉะฉาน “เมธาไม่ได้มีเงิน 5 ล้านอย่างที่หลอกเธอหรอกพิมพ์นารา เงินประกันชีวิตของกองทัพถูกหักหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ทหารที่เขาแอบไปกู้มาปรนเปรอเธอจนหมดสิ้น แถมยังมีหนี้นอกระบบอีก 3 ล้านบาทที่เขาใช้ชื่อเธอกับแม่ของเขาเป็นคนค้ำประกัน!”

“อะไรนะ?!” แม่สามีตาเหลือก คราวนี้จับไข้ขึ้นมาทันที “เมธาใช้ชื่อฉันค้ำประกันเหรอ?! ไม่จริง เมธาบอกฉันว่าได้เงินก้อนใหญ่มา…”

“เงินก้อนใหญ่ที่แม่เห็น คือเงินที่เขาโกงบริษัทซัพพลายเออร์ของกองทัพ ซึ่งตอนนี้ทางกองทัพกำลังสั่งอายัดทรัพย์สินทุกอย่างที่เป็นชื่อของเมธา นามสกุลของแม่ และบ้านที่พิมพ์นาราค้างอยู่ปัจจุบัน!” ฉันเว้นจังหวะ มองหน้าพวกเขาทีละคน “ยกเว้น… บ้านและที่ดินที่เป็นชื่อของฉันและลูก ๆ ซึ่งฉันทำสัญญาสมรสแยกทรัพย์สินไว้ตั้งแต่ก่อนแต่งงาน!”

พิมพ์นาราหน้าถอดสี ท้องที่เคยชูชันเด่นหลาในตอนแรก บัดนี้เธอกลับพยายามหดตัวลีบเล็กเหมือนอยากจะหายไปจากตรงนั้น

“กานต์… กานต์พิชชา ลูกแม่…” แม่สามีเปลี่ยนสีหน้าทันควัน เธอรีบวิ่งเข้ามาจับมือฉัน น้ำตาไหลพรากราวกับสั่งได้ “แม่ผิดไปแล้ว เมธามันเลวเอง แม่โดนมันหลอก กานต์ช่วยแม่ด้วยนะลูกนะ หนี้ 3 ล้านนั่นแม่ไม่มีปัญญาจ่ายหรอก กานต์เป็นถึงอดีตผู้กอง มีเงินบำนาญ มีทางช่วยแม่แน่ ๆ ใช่ไหมลูก?”

ฉันมองมือของหญิงชราที่เคยชี้นิ้วสั่งให้ฉันไปล้างจานขัดส้วมในบ้าน เคยด่าทอลูก ๆ ของฉันว่าเป็นเด็กไม่มีวาสนา ฉันค่อย ๆ แกะมือของเธอออกอย่างสุภาพแต่หนักแน่น

“จำที่แม่พูดเมื่อกี้ได้ไหมคะ? นั่งตรงไหน… ก็ส่งเมธาได้เหมือนกัน” ฉันพูดประโยคเดียวกับที่เธอกีดกันฉันไปนั่งแถวหลัง “ตอนนี้สิทธิ์ในฐานะภรรยาและสะใภ้หลวงที่แม่ต้อนรับขับสู้… ฉันยกให้พิมพ์นาราแต่เพียงผู้เดียวค่ะ ทั้งสิทธิ์การเป็นลูกหนี้ และสิทธิ์การโดนฟ้องร้อง… เชิญพวกแม่รับเกียรตินั้นไปเถอะค่ะ”

เกียรติยศที่แท้จริง

ฉันหันหลังกลับไปหาลูก ๆ ทั้งสามคน “โปรด ปราน ปลาย… กราบคุณพ่อเป็นครั้งสุดท้ายลูก เราจะกลับบ้านกันแล้ว”

เด็ก ๆ ทั้งสามคนคุกเข่าลงกราบหน้าหีบศพของพ่ออย่างสง่างาม ไม่มีเสียงร้องไห้งอแง เพราะพวกแกถูกสอนมาให้เข้มแข็งเหมือนแม่ จากนั้นฉันหันไปทำความเคารพพลเอกทรงพลเพื่อเป็นการขอบคุณ

“ขอบคุณท่านนายพลค่ะ ที่มาช่วยเคลียร์พื้นที่” ฉันยิ้มลึกซึ้ง

“ยินดีครับผู้กอง… กองทัพไม่เคยลืมผู้เสียสละ และไม่เคยปล่อยให้คนดีต้องถูกรังแก” ท่านนายพลรับไหว้พร้อมกับยิ้มให้กำลังใจ

ฉันจูงมือลูกทั้งสามคนเดินหันหลังออกจากศาลาวัดอย่างสง่าผ่าเผย ทิ้งเบื้องหลังไว้เป็นเสียงทะเลาะตบตีกันนัวเนียระหว่างแม่สามี พี่สะใภ้ และเมียน้อยที่เริ่มแย่งชิงและโยนความผิดเรื่องหนี้สินกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

ในที่สุด… ความจริงก็ทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ และต่อจากนี้ ชีวิตของฉันกับลูก ๆ จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง โดยไม่มีเศษขยะเหล่านั้นเข้ามาพัวพันอีกต่อไป!

[จบบริบูรณ์]

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *