ภาค 2 (PART 2)
ตำรวจเดินทางมาถึงหลังจากนั้น 12 นาที แต่สำหรับผม มันให้ความรู้สึกยาวนานราวกับหลายชั่วโมง เจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งเดินตรงมาที่รถด้วยสายตาอันเฉียบคม ทุกคนเรียกเธอว่า “ผู้การเทเรซา” (Commander Teresa) ตอนที่เธอเหลือบไปเห็นเมียที่เบาะหลังรถ แววตาของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย—เพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น แต่มันก็มากพอที่จะทำให้ผมรู้ว่าเธอก็เป็นแม่คนเหมือนกัน
เธอขอร้องไม่ให้ผมเข้าไปในบ้านในตอนนี้ เธอบอกว่าลูกสาวต้องการผมอยู่ตรงนี้ ในฐานะ “พ่อ” ไม่ใช่ในฐานะฮีโร่
ผมยอมทำตามคำสั่งของเธอ แม้ว่าในใจจะอยากจะพังประตูบ้านหลังนั้นด้วยมือเปล่าของตัวเองใจจะขาด
เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายบุกเข้าไปข้างในบ้าน ตอนแรก ผมได้ยินเสียงเคาะประตูอย่างรุนแรง
“ตำรวจ! เปิดประตู!”
หลังจากนั้นก็มีเสียงกระแทกดังสนั่น
เมียไม่ขยับตัวเลยสักนิด เธอยังคงเอาแต่จิบน้ำอึกเล็ก ๆ ไปเรื่อย ๆ ราวกับกลัวว่าจะมีใครมาแย่งขวดน้ำไปจากมือเธอเมื่อไหร่ก็ได้
ผมเอ่ยปากถามเธอว่าแม่ของเธออยู่ที่ไหน
ใช้เวลานานทีเดียวกว่าเธอจะยอมตอบ
“น้าโนเอลบอกว่าแม่ไปแล้วค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “เขาบอกว่าแม่เหนื่อยกับหนูแล้ว”
“แล้วลูกเชื่อไหม?”
เมียส่ายหัว
“หนูได้ยินเสียงแม่ร้องกรีดร้องอยู่คืนหนึ่งค่ะ… หลังจากคืนนั้น หนู ก็ไม่ได้ยินเสียงแม่ตู่อีกเลย”
วินาทีนั้นราวกับอากาศรอบตัวผมถูกสูบออกไปจนหมด
หลังจากผ่านไปเกือบ 30 นาที ผู้การเทเรซาก็เดินกลับออกมา ใบหน้าของเธอไม่ได้ดูแข็งกร้าวอีกต่อไป แต่มันดูเรียบเฉยและเย็นชาครึ้มราวกับก้อนหิน
“โนเอลไม่ได้อยู่ข้างใน” เธอบอก “เขาหนีออกไปทางหลังบ้านก่อนที่เราจะมาถึง แต่เขาเหลือร่องรอยไว้เยอะมาก”
เธอเล่าว่ามีร่องรอยคราบเลือดที่พยายามจะเช็ดทำความสะอาดทั้งในห้องนอน ตรงโถงทางเดิน และในห้องครัว พวกเขายังพบโทรศัพท์มือถือที่พังยับเยินของแม่ของเมียถูกซ่อนอยู่ในถังสี ส่วนห้องนอนของเมียนั้น มีแม่กุญแจล็อกเอาไว้จากด้านนอก
หลังจากนั้น พวกเขาจึงไปตรวจสอบที่สระว่ายน้ำ
ใจหนึ่งผมไม่อยากจะมองเลย
แต่ตาเจ้ากรรมก็ไม่สามารถละสายตาไปได้
ตำรวจทยอยลากถุงดำใบใหญ่ขึ้นมาจากน้ำทีละใบ ในถุงเหล่านั้นมีก้อนอิฐบล็อกบรรจุอยู่เพื่อให้ถุงจมลงสู่ก้นสระ
ข้างในไม่มีศพ
และนั่นทำให้ผมแอบมีความหวังลึก ๆ ขึ้นมาบ้าง
ทว่าสิ่งของที่อยู่ภายในถุงดำเหล่านั้นกลับเป็นสิ่งที่กรีดหัวใจของผมจนแหลกสลาย
มันคือของใช้ส่วนตัวทั้งหมดของแม่ของเมีย—ทั้งบัตรประชาชน, หนังสือเดินทาง, บัตร ATM, กุญแจบ้าน, และกุญแจรถ แม้กระทั่งใบสูติบัตรฉบับจริงของเมียก็รวมอยู่ในนั้นด้วย
และยังมีแหวนวงหนึ่ง
ผมจำมันได้ทันที
มันคือแหวนทองวงบาง ๆ ที่ผมซื้อให้เธอตอนที่เรายังเป็นวัยรุ่น ตอนที่เงินเดือนของผมแทบจะไม่พอกระเบียดกระสียรจ่ายค่าเช่าบ้านด้วยซ้ำ ผมนึกว่าเธอทำมันหายไปตั้งนานแล้วหลังจากที่เราเลิกรากัน
แต่ไม่ใช่เลย
เธอยังคงเก็บรักษามันเอาไว้อย่างดี
ผู้การเทเรซาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“นี่ไม่ใช่ลักษณะของการอำพรางศพ” เธอกล่าว “แต่มันเหมือนความพยายามที่จะ ‘ลบตัวตน’ ของคน ๆ หนึ่งออกไปมากกว่า”
ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีกุญแจ ไม่มีอะไรที่จะยืนยันตัวตนได้เลย
แม่ของเมียจะไม่สามารถร้องขอความช่วยเหลือจากใครได้ และเธอคงไม่สามารถหลบหนีไปได้ง่าย ๆ แน่นอน
เมียรู้ดีว่ามีอะไรอยู่ในถุงดำเหล่านั้น
นั่นคือเหตุผลที่เธอพยายามห้ามไม่ให้ผมหันไปมองสระน้ำ
เธอไม่อยากให้ผมต้องมารับรู้เรื่องราวที่เธอแอบเข้าใจมันมาโดยตลอด
ที่สถานีตำรวจ แพทย์ทำการตรวจร่างกายของเมีย
เธอมีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง
น้ำหนักตัวลดฮวบลงไปมาก
และมีร่องรอยของการถูกกักขังตามร่างกาย
ไม่นานนัก นักจิตวิทยาเด็กก็เข้ามาพร้อมกับยื่นกระดาษและสีเทียนให้เธอ เมียวาดรูปบ้านหลังหนึ่ง… บ้านที่ไม่มีลูกกรง ไม่มีกรงขัง และเปิดประตูอ้าต้อนรับอย่างอบอุ่น
ในขณะที่ผมกำลังนั่งเฝ้าดูเธออยู่นั้น โทรศัพท์มือถือของผมก็แผดเสียงดังขึ้นจากเบอร์ที่ไม่รู้จัก
ผมกดรับสาย
ปลายสายเงียบกริบ
แต่มันไม่ใช่ความเงียบแบบธรรมดาทั่วไป
ผมได้ยินเสียงลมหายใจของใครบางคนจากอีกฝั่ง
หลังจากนั้น สายก็ถูกตัดไปทันที
เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา ก็มีข้อความถูกส่งเข้ามา
“แกเอาของ ๆ ฉันไป เอาเด็กกลับมาคืนซะ ถ้าแกยังอยากรู้ว่าแม่ของมันอยู่ที่ไหน”
ผมรีบเอาข้อความในโทรศัพท์ให้ผู้การเทเรซาดูทันที
สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเป็นเคร่งเครียดในบัดดล
“แม่ของเด็กยังมีชีวิตอยู่” เธอกล่าว “ถ้าเธอตายไปแล้ว เขาคงไม่มีเหตุผลที่จะเอาเธอมาใช้เป็นข้อต่อรองแบบนี้”
ตำรวจรีบทำการแกะรอยสัญญาณของเบอร์นั้นทันที
ผลปรากฏว่ามันเป็นโทรศัพท์เครื่องสำรองของโนเอล และสัญญาณล่าสุดถูกพบบริเวณใกล้ ๆ กับสถานีขนส่งรถโดยสาร
เมื่อตรวจสอบที่โรงจอดรถของบ้าน พวกเขายังพบตั๋วรถบัสสองใบสำหรับเดินทางในคืนนั้น—ใบหนึ่งสำหรับผู้ใหญ่ และอีกใบสำหรับผู้เยาว์
โนเอลไม่ได้วางแผนที่จะหนีไปคนเดียวตั้งแต่แรก
เขาวางแผนที่จะพาตัวเมียไปด้วย
ผมถึงกับทรุดตัวลงนั่งกับพื้นตรงโถงทางเดิน เพราะหัวเข่าไม่มีแรงจะรับน้ำหนักของความจริงอันแสนมืดมนนี้ได้อีกต่อไป
และตอนนั้นเองที่ผมตระหนักได้ว่า—
หากวันศุกร์นั้นผมไม่เดินทางมารับเธอ… ผมอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าลูกสาวของผมอีกเลยตลอดชีวิต
ต่อมา ผู้การเทเรซากลับมาพร้อมกับข้อมูลชุดใหม่
เธอบอกว่าพบอุปกรณ์ GPS เครื่องเก่าในรถของโนเอล ซึ่งมีการบันทึกพิกัดสถานที่หนึ่งเอาไว้โดยไม่มีการระบุชื่อ—มันคือสถานที่แถว ๆ กระท่อมร้างบนเทือกเขา
ตำรวจส่งรถสายตรวจรุดไปยังพิกัดนั้นทันที
ผมอยากจะขอตามไปด้วย แต่เทเรซาห้ามผมเอาไว้
“ลูกสาวของคุณต่อสู้ดิ้นรนตามลำพังมานานมากแล้ว” เธอกล่าว “ตอนนี้ สิ่งที่เธอต้องการที่สุดคือคุณอยู่ตรงนี้”
ในห้องทำงาน เมียยังคงนั่งวาดรูปอยู่เงียบ ๆ
จู่ ๆ เธอเงยหน้าขึ้นมามองผม
“คุณแม่เคยบอกว่า คนดี ๆ เขาไม่ต้องใส่กุญแจล็อกประตูทุกบานหรอกค่ะ”
ผมจุกจนพูดอะไรไม่ออก
เรารอคอยอยู่ตรงนั้นเกือบชั่วโมง
บรรยากาศรอบสถานีตำรวจค่อย ๆ มืดสลัวลง ในขณะที่ทุก ๆ นาทีที่ผ่านไปมันช่างทรมานราวกับมีปลายมีดแหลมคมกำลังกรีดลึกเข้ามาในอกของผม
และแล้ว โทรศัพท์มือถือของผู้การเทเรซาก็ดังขึ้น
เธอนิ่งฟังปลายสายเงียบ ๆ
เธอหลับตาลงครู่หนึ่ง
และเมื่อเธอเปิดประตูห้องกลับเข้ามา เธอพูดออกมาเพียงคำสั้น ๆ
“เราพบแล้ว”
ผมสปริงตัวลุกขึ้นยืนทันที
“มีชีวิตอยู่ไหมครับ?”
เธอพยักหน้า
“มีชีวิตอยู่ค่ะ”
พวกเขารวมตัวแม่ของเมียได้ที่กระท่อมร้างแห่งหนึ่ง เธอถูกขังอยู่ เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและอิดโรยเจียนตาย แต่เธอยังมีชีวิตอยู่ ก่อนที่เธอจะหมดสติไปบนรถพยาบาล คำแรกที่เธอพึมพำออกมาคือชื่อของลูกสาวเธอ
เมียวิ่งโผเข้าหาผมทันที
เธอไม่ได้ร้องไห้เลยสักหยด
เธอเพียงแค่โอบกอดรอบเอวของผมไว้แน่นแล้วกระซิบแผ่วเบา:
“หนูรู้ว่าคุณแม่เข้มแข็งค่ะ”
ในตอนนั้น ผมคิดว่าพวกเราคงจะสามารถหายใจได้ทั่วท้องเสียที
แต่แล้วผู้การเทเรซาก็เอ่ยประโยคต่อไปออกมา
“เราจับกุมตัวโนเอลได้แล้วที่บนทางหลวง ตลอดทางที่คุมตัวมาเขาดูใจเย็นมาก… แถมยังนั่งยิ้มอยู่ตลอดเวลาด้วย”
ความรู้สึกเย็นวาบแล่นปราดเข้าสู่ท้องของผมทันที
“เขามีข้อความฝากมาถึงคุณค่ะ”
“อะไรครับ?”
เทเรซามองตรงมาที่ผมด้วยสายตาจริงจังและเคร่งเครียด เป็นสายตาที่ผมจะไม่มีวันลืมเลือนไปชั่วชีวิต
“เขาบอกว่า… ‘ฝากไปบอก เอเดรียน (Adrian) ด้วยนะ ว่าเรื่องนี้มันยังไม่จบลงแค่นี้หรอก’”
ภาค 3 (PART 3)
วันต่อมา ผมเดินทางไปเยี่ยมมาริสซาที่โรงพยาบาล
ก่อนที่พยาบาลจะอนุญาตให้ผมเข้าไปในห้อง เธอเอ่ยเตือนผมล่วงหน้าด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ทำใจดี ๆ ไว้ก่อนนะคะ… เธอไม่อยากให้ใครเห็นเธอในสภาพแบบนี้เลยจริง ๆ ค่ะ”
ผมเห็นเธอนั่งอยู่ใกล้ ๆ หน้าต่าง สวมชุดผู้ป่วยสีฟ้าและซุกมือทั้งสองข้างไว้ใต้ผ้าห่ม ตอนแรกเธอบรรจงไม่ยอมหันมามองผม แต่เมื่อเธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น วินาทีนั้นเองที่ผมเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ความเจ็บปวดบางประเภทก็ไม่จำเป็นต้องสรรหาคำใด ๆ มาอธิบายเลย
มันไม่ใช่แค่เรื่องของรอยเขียวช้ำหรือบาดแผลภายนอก
แต่มันคือความอับอาย
ความอับอายที่ไม่ได้เกิดจากความผิดของเธอเลยสักนิด แต่เธอกลับต้องแบกรับมันเอาไว้ราวกับว่าเรื่องเลวร้ายทั้งหมดนี้เป็นความผิดของเธอเพียงคนเดียว
“คุณไม่ควรมาที่นี่เลย” เธอกระซิบ “ฉันไม่อยากให้คุณเห็นฉันในสภาพแบบนี้”
ผมเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงของเธอ
เราต่างคนต่างเงียบงันอยู่นานแสนนาน
ในความเงียบสงัดนั้น มันอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวในอดีตทั้งหมดของเรา—ทั้งตอนที่ใช้ชีวิตร่วมกัน ตอนที่เลิกรา วันเวลาที่หมุนผ่านไป สายโทรศัพท์ที่ไม่มีคนรับ และสัญญาณเตือนต่าง ๆ ที่ผมแกล้งทำเป็นมองข้ามมันไป
หลังจากนั้น เธอเริ่มเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ
“ฉันเป็นคนพาเขาเข้ามาในชีวิตเอง” เธอกล่าว “ฉันเป็นคนเปิดประตูต้อนรับเขาเข้ามา… ฉันเป็นคนเลือกที่จะเชื่อใจเขาเอง”
“คุณไม่ได้เลือกปีศาจหรอก” ผมตอบกลับ “คุณแค่เลือกผู้ชายคนหนึ่งที่แกล้งทำเป็นคนดีต่างหาก”
เธอหลับตาลง
เธอเล่าให้ฟังว่าเรื่องราวทั้งหมดมันเริ่มต้นขึ้นอย่างไร
โนเอลไม่ได้ก้าวเข้ามาในชีวิตพวกเธอด้วยความโกรธเกรี้ยวหรือความรุนแรงเลย เขามาพร้อมกับอาหาร ดอกไม้ คำพูดหวานหู และคำมั่นสัญญาว่าจะดูแลพวกเธอให้ดีที่สุด ในช่วงแรก เขามักจะบอกว่าที่ทำไปทั้งหมดเพราะอยากจะปกป้องพวกเธอ หลังจากนั้น เขาก็เริ่มขอดูโทรศัพท์มือถือของมาริสซา โดยอ้างว่า “เพราะรักและเป็นห่วง” ขั้นต่อมา เขาสั่งห้ามไม่ให้เธอไปเจอเพื่อน ๆ โดยบอกว่าเพื่อนพวกนั้นแค่ขี้อิจฉา
จากนั้น เขาก็เปลี่ยนลูกบิดกุญแจประตูใหม่ทั้งหมด
ติดตั้งกล้อง CCTV เพิ่มเติม
ถอดผ้าม่านผืนบาง ๆ ออก แล้วแทนที่ด้วยผ้าม่านผืนหนาทึบและมืดมิด
เขาใช้คำว่า “ความรัก” มาสร้างเป็นกรงขังทางจิตวิทยาก่อน… ก่อนที่เขาจะลงมือสร้างกรงขังของจริงที่หลังบ้าน
เมื่อมาริสซาพยายามจะหนี เขาก็เอาเอกสารสำคัญของเธอไปซ่อนทั้งหมด เมื่อเธอพยายามจะโทรหาพี่น้องของเธอ เขาก็คว้าโทรศัพท์มือถือของเธอมาทุบทิ้ง และเมื่อเมียเริ่มพูดอะไรแปลก ๆ กับผมทางโทรศัพท์ โนเอลก็แอบได้ยินเข้า
เขาจึงลงโทษเด็ก… เพียงเพราะเด็กพยายามจะส่งสัญญาณร้องขอความช่วยเหลือ
มาริสซาเอ่ยถามผมเกี่ยวกับเมีย
ผมเล่าเรื่องรูปวาดบ้านที่ไม่มีลูกกรงและเปิดประตูอ้าทิ้งไว้ให้เธอฟัง
และนั่นคือตอนแรกที่เธอปล่อยโฮหลั่งน้ำตาออกมา
มันไม่ได้เป็นเสียงร้องที่ดังลั่น
ไม่ได้ดูฟูมฟายฟาดหัวฟาดหาง
แต่มันเป็นการหลั่งน้ำตาออกมาอย่างเงียบเชียบ—เหมือนคนที่พยายามอดทนอดกลั้นมาเป็นเวลานานจนกระทั่งไม่เหลือเรี่ยวแรงใด ๆ ให้ฝืนอีกต่อไปแล้ว
กระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาลเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่กี่เดือนต่อมา
ในช่วงเวลานั้น เมียย้ายมาอาศัยอยู่กับผมเป็นการถาวร
ในช่วงแรก ๆ เธอจะคอยเอ่ยปากขออนุญาตผมในทุก ๆ เรื่อง—ไม่ว่าจะขอเปิดตู้เย็น ขอเปิดไฟ หรือแม้กระทั่งขอแค่นั่งบนโซฟา เวลาที่มีเสียงปิดประตูดังปัง เธอจะสะดุ้งสุดตัวและรีบวิ่งไปแอบหาที่ซ่อน เวลาที่มีคนตะโกนเสียงดังในทีวี เธอจะเอามืออุดหูทั้งสองข้างเอาไว้แน่น
นักจิตวิทยาบอกผมว่า การเยียวยาจิตใจไม่ใช่การลืมเรื่องราวทั้งหมดไป
แต่การเยียวยาคือการทำให้เธอกลับมารู้สึก “ปลอดภัย” กับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตอีกครั้งต่างหาก
การดื่มน้ำได้โดยไม่ต้องระแวงหวาดกลัว
การนอนหลับได้โดยเปิดประตูห้องทิ้งไว้
การหัวเราะออกมาได้อย่างเต็มเสียง โดยไม่ต้องคอยสะดุ้งผวาว่าจะมีเสียงตวาดด่าทอดังตามมา
ในตอนนั้นมาริสซาเข้ารับการบำบัดอยู่ที่ศูนย์ฟื้นฟูจิตใจ ผมกับเมียจะเดินทางไปเยี่ยมเธอทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ ในช่วงแรก ๆ สองแม่ลูกแทบจะไม่กล้าสบตากันตรง ๆ นานนัก และพวกเธอก็ยังทำตัวไม่ถูกว่าคูรจะกลับมาสวมกอดกันอย่างไรดี
มีความเจ็บปวดมากมายมหาศาลคั่นกลางอยู่ระหว่างพวกเธอ
แต่มันก็เปี่ยมล้นไปด้วยความรักอันมากมายมหาศาลเช่นกัน
วันหนึ่ง ในขณะที่พวกเธอกำลังนั่งดื่มช็อกโกแลตร้อนอยู่ในสวนของศูนย์บำบัด จู่ ๆ เมียก็เอนศีรษะไปซบลงบนไหล่ของแม่เธอ
มาริสซาถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง
หลังจากนั้น เธอก็ค่อย ๆ ลูบผมของลูกสาวเธอเบา ๆ
ไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดออกมาจากปากของทั้งคู่
แต่ผมรู้ดีว่า… มีบางอย่างที่แหลกสลายกำลังค่อย ๆ สมานกลับคืนมาทีละน้อย
ในวันพิจารณาคดี โนเอลปรากฏตัวด้วยทรงผมที่หวีเรียบร้อย สวมเสื้อโปโลรีดเรียบกริบ ดูเหมือนคนธรรมดาทั่วไปอย่างที่สุด เขายังคงส่งรอยยิ้มพิมพ์ใจราวกับกำลังจะมาร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ธรรมดา ๆ
และนั่นคือสิ่งที่น่าสยดสยองที่สุด
หน้าตาของเขาดูปกติสามัญมาก
เพื่อนร่วมงานของเขาถึงกับส่งจดหมายรับรองมาที่ศาล โดยระบุว่าเขาเป็นคนดี ขยันขันแข็ง และพร้อมช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ มีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งถึงกับบอกว่าเขาไม่ยากจะเชื่อเรื่องที่เกิดขึ้นเลย เพราะเวลาที่โนเอลพูดถึงเมีย “แววตาของเขาจะเปี่ยมล้นไปด้วยความรักเสมอ”
และตรงนั้นเองที่ทำให้ผมเข้าใจความจริงอันน่าขนลุกข้อหนึ่ง—
มนุษย์เราสามารถซื้อของขวัญให้เด็กในตอนเช้า แล้วลงมือทำลายจิตใจของเด็กคนนั้นอย่างย่อยยับในตอนกลางคืนได้
ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนสองบุคลิก
แต่เป็นเพราะความโหดเหี้ยมทารุณมันรู้จักวิธี “สวมหน้ากาก” เข้าสังคมต่างหาก
ป้าโรซาขึ้นให้การในชั้นศาล
แกเล่าถึงค่ำคืนที่มีแต่เสียงกรีดร้องโวยวาย สายโทรศัพท์แจ้งเหตุที่ถูกละเลย และหลาย ๆ ครั้งที่แกเห็นมาริสซาสวมเสื้อแขนยาวตัวหนา ทั้ง ๆ ที่สภาพอากาศในวันนั้นร้อนตับแลบ เสียงของป้าสั่นเครือตลอดเวลา แต่แกก็ใจเด็ดพอที่จะไม่ยอมถอย
หลังจากนั้น ก็ถึงคิวของมาริสซาขึ้นพูดบ้าง
เธอไม่ยอมเหลือบสายตาไปมองหน้าโนเอลเลยแม้แต่แวบเดียว
เธอเล่าว่าเขาค่อย ๆ กีดกันเธอออกจากทุกคนรอบตัวอย่างไร วิธีการที่เขาปั่นหัวให้เธอหลงเชื่อว่าไม่มีใครหน้าไหนจะยอมเชื่อคำพูดของเธอหรอก และวิธีที่เขาหยิบยกเอาความรู้สึกผิดมาใช้เป็นโซ่ตรวนล่ามเธอไว้
“และตอนที่ลูกสาวของฉันพยายามจะร้องขอความช่วยเหลือ” เธอกล่าวสะอื้นทั้งน้ำตา “ฉันกลับเป็นคนขอร้องให้ลูกหยุด… เพราะฉันกลัวเหลือเกินว่าโนเอลจะทำตามคำขู่สารพัดที่เขาเคยลั่นวาจาไว้”
เธอหยุดสะอึกสะอื้นครู่หนึ่งก่อนจะฝืนพูดต่อ
“ฉันคิดว่าถ้าฉันยอมสยบทำตามคำสั่งของเขา ลูกสาวของฉันจะปลอดภัย… แต่สำหรับผู้ชายประเภทนั้น การยอมจำนนมันไม่เคยเพียงพอหรอกค่ะ พวกเขาจะยิ่งเรียกร้องเอาจากเรามากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีวันจบสิ้น”
โนเอลเอ่ยปากขอโอกาสชี้แจงบ้าง
ผู้พิพากษาอนุญาตให้เขาพูด
เขาลุกขึ้นยืน จัดขยับแขนเสื้อให้เข้าที่ ก่อนจะแถลงว่าทุกคนกำลังทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ตัวเขาแค่ต้องการจะอบรมสั่งสอนเด็กตามระเบียบวินัยเท่านั้น เขากล่าวหาว่ามาริสซามีสภาพจิตใจที่ไม่ปกติ และปรักปรำว่าเมียกุเรื่องโกหกทั้งหมดขึ้นมาเพียงเพื่อเรียกร้องความสนใจ
นับว่าเป็นความโชคดีเหลือเกินที่เมียไม่ได้อยู่ในห้องพิจารณาคดีนั้นด้วย เธอนั่งแยกอยู่อีกห้องหนึ่งกับนักจิตวิทยาเด็ก
เธอไม่จำเป็นต้องมารับฟังคำพูดพล่อย ๆ เหล่านั้น
แต่ผู้พิพากษาได้ยินมันทั้งหมด
และท่านยังได้รับฟังคำให้การจากทีมแพทย์, เจ้าหน้าที่ตำรวจ, เพื่อนบ้าน, รวมถึงจากปากของผู้การเทเรซาด้วยเช่นกัน
บทลงโทษที่ออกมาจึงยาวนานเด็ดขาด
เขาถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาหลายสิบปี
โนเอลไม่ได้หลั่งน้ำตาออกมาเลยสักหยด
และไม่ได้เอ่ยปากขอโทษใครเลยแม้แต่คำเดียว
เขาเพียงแต่ส่งยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้าย ราวกับยังคงปักใจเชื่ออย่างดื้อรั้นว่าโลกใบนี้ยังคงเข้าข้างเขาอยู่เสมอ
ทว่าในคราวนี้… ตัวเขาเองนั่นแหละที่จะต้องเป็นฝ่ายถูกทิ้งไว้เบื้องหลังประตูที่ปิดล็อกอย่างแน่นหนา
ในปัจจุบัน เมียยังคงต้องนอนเปิดไฟทิ้งไว้ในห้อง ยังคงมีบางค่ำคืนที่เธอกลุ้มใจสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว และในบางครั้ง มาริสซาก็ยังคงแอบนั่งร้องไห้เงียบ ๆ เวลาที่เธอคิดว่าไม่มีใครมองเห็นเธอ
แล้วตัวผมล่ะ?
ผมยังคงแบกรับความรู้สึกผิดเอาไว้เต็มอก เพราะในอดีตผมเคยสังเกตเห็นสัญญาณเตือนเหล่านั้น แต่ผมกลับเลือกที่จะหันหลังและเพิกเฉยต่อมันไปเอง
แต่อย่างน้อย… เสียงหัวเราะของลูกสาวผมก็เริ่มกลับคืนมาแล้ว
และมาริสซาก็สามารถกลับมาเอ่ยเรียกชื่อตัวเองได้โดยที่น้ำเสียงไม่มีอาการสั่นเครืออีกต่อไป
รูปภาพที่เมียวาด… รูปบ้านที่ไม่มีลูกกรงและเปิดประตูอ้าทิ้งไว้ บัดนี้มันถูกแปะติดเอาไว้บนตู้เย็นในบ้านของเรา
และในทุก ๆ ครั้งที่ผมเหลือบไปเห็นรูปวาดนั้น ผมมักจะนึกถึงคำพูดประโยคหนึ่งของผู้การเทเรซาอยู่เสมอ:
“การทารุณกรรมไม่ได้เริ่มต้นขึ้นด้วยการลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกายหรอกค่ะ… แต่มันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตอนที่พวกเขาทำให้คุณหลงเชื่อว่า ‘การใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว’ คือเรื่องปกติธรรมดาต่างหาก”
นั่นคือเหตุผลที่ผมนำเรื่องราวนี้มาเล่าต่อ
เพราะบางที… ที่บ้านหลังข้าง ๆ คุณ, หรือในสายโทรศัพท์สายหนึ่งที่ไม่มีคนยอมกดรับ, หรือจากคำพูดแปลก ๆ ที่หลุดออกมาจากปากของเด็กคนหนึ่ง… อาจจะมีใครบางคนกำลังส่งสัญญาณร้องขอความช่วยเหลือในวิธีเดียวที่พวกเขาพอจะทำได้อยู่ก็เป็นได้
และในบางครั้ง… แค่การเดินทางไปถึงให้ “เร็วขึ้นเพียงแค่หนึ่งวัน”… ก็อาจจะสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาทุกสิ่งทุกอย่างไปตลอดกาลได้