คำพูดนั้นทำให้ฉันชาวาบไปทั้งตัว…
เสียงสัญญาณชีพจรจากจอมอนิเตอร์ยังคงดังเป็นจังหวะ แต่บรรยากาศรอบตัวกลับหนักอึ้งขึ้นมาทันที อีธานหลับตาลงอีกครั้ง ราวกับว่าการพูดประโยคเมื่อครู่ได้สูบพลังงานเฮือกสุดท้ายของเขาไปจนหมด
“คุณ… คุณอีธานคะ?” ฉันกระซิบเรียกเบา ๆ มือไม้สั่นเทาไปหมด
ไม่มีเสียงตอบรับ นิ้วมือของเขากลับมานิ่งสนิทเหมือนเดิม หากไม่ใช่เพราะหน้าอกที่สะท้อนขึ้นลงแรงกว่าเมื่อครู่เล็กน้อย ฉันคงคิดว่าตัวเองหูแว่วไปเอง
อย่าไว้ใจเจสัน…
คำเตือนของเขาดังก้องอยู่ในหัว ฉันหันไปมองที่ประตูห้องนอนขนาดใหญ่ ทันใดนั้น ความรู้สึกปลอดภัยในคฤหาสน์หรูหราแห่งนี้ก็มลายหายไปสิ้น ที่นี่ไม่ใช่แค่กรงทอง แต่มันคือสนามรบ และผู้ชายที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงคนนี้รู้ดีที่สุด
ฉันสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามตั้งสติ ความจริงที่ว่าเขาฟื้นขึ้นมาเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าจะเก็บไว้คนเดียว แต่คำเตือนของเขาก็ชัดเจนเช่นกันว่ามีอันตรายรออยู่
ฉันตัดสินใจเดินไปเปิดประตูห้อง พยาบาลส่วนตัวและบอดี้การ์ดที่อยู่ด้านนอกหันมามองฉันเป็นตาเดียว
“ช่วยเรียกคุณผู้หญิงวิเวียนทีค่ะ” ฉันพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น “คุณอีธาน… เขามีการตอบสนอง”
ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที ห้องนอนอันเงียบสงบก็เต็มไปด้วยความวุ่นวาย แพทย์ประจำตระกูลสามคนรุมล้อมอยู่ข้างเตียง มีเครื่องมือแพทย์แปลกตาถูกเข็นเข้ามาเต็มไปหมด
วิเวียน ธอร์นตัน ยืนกอดอกอยู่ปลายเตียง แววตาของเธอเฉียบคมและเต็มไปด้วยความคาดหวัง ในขณะที่เจสันยืนอยู่ข้าง ๆ ใบหน้าของเขาที่เคยยิ้มแย้มกวนประสาทบัดนี้กลับซีดเผือดและตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด สายตาของเขาจับจ้องไปที่ร่างของอีธานราวกับกำลังแช่งชักหักกระดูก
“มันเป็นไปได้ยังไง?” เจสันพึมพำ เสียงของเขาหลุดความลนลานออกมา “เก้าเดือนที่ไม่ขยับเลยนะ… แค่ยัยนี่เข้ามาแค่วันเดียวเนี่ยนะ?”
“หุบปากซะ เจสัน” วิเวียนสั่งเสียงเรียบ แต่ทรงพลัง
หลังจากตรวจเช็กอย่างละเอียด แพทย์ใหญ่หันมาหารายงานวิเวียน
“คุณผู้หญิงครับ… มันคือปาฏิหาริย์ สัญญาณสมองของคุณอีธานตื่นตัวขึ้นอย่างเด่นชัด แม้ตอนนี้เขาจะหลับไปเพราะความอ่อนเพลีย แต่ระบบประสาทเริ่มฟื้นฟูแล้วครับ คาดว่าในไม่ช้าเขาจะสามารถลืมตาและสื่อสารได้ยาวขึ้น”
วิเวียนพยักหน้ารับอย่างสงบ ก่อนจะหันสายตาคมกริบมาทางฉัน
“เธอพูดอะไรกับเขา?”
ฉันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ พลางเหลือบมองเจสันที่กำลังจ้องฉันเขม็ง ราวกับจะขู่ว่าหากฉันพูดอะไรที่ไม่เข้าหู เขาจะไม่ปล่อยฉันไว้
“ฉัน… ฉันแค่บอกเขาเรื่องแม่ของฉันค่ะ” ฉันโกหกคำโต “บอกเขาว่าฉันไม่อยากแต่งงาน… แล้วเขาก็ขยับนิ้วค่ะ”
วิเวียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเหยียดยิ้มบาง ๆ ซึ่งเป็นยิ้มแรกที่ฉันเห็นจากเธอ
“ดี… ทรัสต์ฟันด์สมบูรณ์แบบแล้ว และทายาทของฉันกำลังจะฟื้น” เธอกล่าวสิทธิ์ขาด “แคลร์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หน้าที่ของเธอคืออยู่ดูแลเขาตลอดสิบสี่ชั่วโมง ห้ามใครเข้าพบอีธานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากฉัน… หรือจากเธอ”
คำสั่งนั้นเหมือนเป็นการแต่งตั้งให้ฉันเป็นโล่มนุษย์คอยปกป้องอีธานโดยกลาย ๆ
กลางดึกคืนนั้น…
หลังจากที่ทุกคนกลับไปหมดแล้ว เหลือเพียงความเงียบและเสียงเครื่องวัดหัวใจ ฉันนั่งอยู่บนโซฟาข้างเตียง พลางคิดถึงเรื่องราวบ้า ๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ จากลูกสาวลูกหนี้ที่ถูกขายขัดดอก ตอนนี้ฉันกลับต้องมาติดอยู่ท่ามกลางสงครามแย่งชิงมรดก
แกรก…
เสียงลูกบิดประตูหมุนเบา ๆ ทำให้ฉันสะดุ้งตื่นจากภวังค์ แสงไฟจากระเบียงทางเดินส่องเข้ามาเป็นสาย เผยให้เห็นร่างสูงของใครบางคนเดินเข้ามาในความมืด
เจสัน…
เขาไม่ได้เปิดไฟ แต่เดินตรงมาที่เตียงของอีธานอย่างเงียบเชียบ ในมือของเขามีบางอย่าง… มันคือไซริงค์ (กระบอกฉีดยา) ขนาดเล็ก
หัวใจของฉันเต้นรัวด้วยความกลัว แต่สัญชาตญาณสั่งให้ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่เขาจะเข้าถึงตัวอีธาน ฉันรีบเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟข้างเตียงทันที!
คลิก!
แสงสีส้มสว่างวาบ เจสันชะงักกึก หันมามองฉันด้วยสายตาตื่นตระหนก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแววตาเหี้ยมเกรียมเมื่อเห็นว่าเป็นฉันเพียงคนเดียว
“ยังไม่นอนอีกเหรอ… คุณผู้หญิงคนใหม่” เจสันพยายามทำเสียงทุ้มต่ำ ซ่อนไซริงค์ไว้ด้านหลัง
“คุณกำลังจะทำอะไรคะ คุณเจสัน?” ฉันถามพลางลุกขึ้นยืน เดินไปกั้นระหว่างเขากับเตียงของอีธาน
“ฉันแค่จะมาเยี่ยมพี่ชาย… ดูว่าเขาฟื้นจริงไหม” เจสันสาวเท้าเข้ามาใกล้ฉัน ความกดดันแผ่ซ่าน “แคลร์… เธอเป็นแค่ผู้หญิงถังแตกที่พ่อเอามาเร่ขาย อย่าทำตัวเป็นฮีโร่หน่อยเลย ถอยไปซะ ถ้าเธอฉลาดพอที่จะเงียบ ฉันสัญญาว่าหลังจากที่ฉันได้ทุกอย่างมา เธอจะได้เงินมากกว่าที่พ่อเธอติดหนี้สิบเท่า”
ข้อเสนอของเขาช่างเย้ายวนใจ… เงินที่จะทำให้ชีวิตของฉันและพ่อสบายไปตลอดชีวิต
ฉันเหลือบมองอีธานที่นอนหลับอยู่บนเตียง ผู้ชายที่เพิ่งเตือนฉันด้วยแรงเฮือกสุดท้าย… ผู้ชายที่เป็นสามีตามกฎหมายของฉัน
“ฉันอาจจะถังแตก…” ฉันสบตาเจสันอย่างไม่เกรงกลัว “แต่ฉันไม่ได้ขาดจิตสำนึกเหมือนคุณ ออกไปจากห้องนี้ซะ ไม่งั้นฉันจะกดปุ่มเรียกการ์ดตรงนี้”
มือของฉันแตะที่ปุ่มฉุกเฉินข้างเตียง
เจสันกัดฟันกรอด ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ “เธอพลาดแล้ว แคลร์… เธอเลือกข้างผิด”
เขาเก็บไซริงค์ลงในกระเป๋าเสื้อ สบถในลำคอ ก่อนจะหันหลังเดินกระแทกส้นเท้าออกไปจากห้อง ทิ้งให้ฉันยืนขาหนาสั่นพั่บ ๆ ด้วยความกลัวที่เพิ่งทะลักออกมา
“เก่งมาก…”
เสียงแผ่วเบาดังขึ้นจากข้างหลัง ฉันหันขวับไปทันที
อีธานลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาสีเข้มของเขาคราวนี้ดูมีประกายชีวิตชีวามากกว่าเดิม และเขากำลังมองตรงมาที่ฉัน
“คุณ… คุณตื่นอยู่ตลอดเลยเหรอคะ?” ฉันรีบถลาเข้าไปข้างเตียง
“เกือบตลอด…” เขาพยายามขยับริมฝีปาก มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายรอยยิ้ม “ขอบใจนะ… ที่ไม่รับข้อเสนอของมัน”
น้ำตาที่กักเก็บไว้มาทั้งวันไหลพรากออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความเศร้า แต่เพราะความโล่งใจอย่างที่สุดที่รู้ว่าฉันไม่ได้สู้ตามลำพังในบ้านหลังนี้
อีธานขยับมือที่อ่อนแรงของเขาอย่างช้า ๆ จนกระทั่งปลายนิ้วของเขาแตะเข้ากับหลังมือของฉัน มันเป็นสัมผัสที่อบอุ่นและมั่นคงอย่างไม่น่าเชื่อจากคนที่เพิ่งฟื้นจากโคม่า
“ไม่ต้องกลัว…” อีธานกระซิบ เสียงของเขาเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับร่างกายกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองต่อวิกฤต “ฉันตื่นแล้ว… และจากนี้ไป ไม่มีใครทำอะไรเธอได้อีก”
ในห้องนอนที่เคยหนาวเหน็บและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของผลประโยชน์ ตอนนี้กลับถูกเติมเต็มด้วยความหวัง ฉันมองสบตาผู้ชายตรงหน้า… สามีที่เป็นเจ้าชายนิทราของฉัน และรู้ได้ในวินาทีนั้นเองว่า ชีวิตใหม่ของฉันในอาณาจักรธอร์นตัน ไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำสาป
แต่มันคือก้าวแรกของการทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่าง… เคียงข้างเขา