จุดจบแห่งความโลภ
ผมถือแฟ้มเอกสารลับไว้ในมือแน่น สายตานิ่งเรียบแต่เต็มไปด้วยความแค้น ผมเดินกลับออกมาที่ห้องรับแขก แม่ของผมยังคงยืนอยู่ที่เดิม ใบหน้าของเธอซีดเผือด ตัวสั่นด้วยความลนลาน ขณะที่พยายามกวาดเศษแก้วและน้ำผลไม้ที่หกเลอะเทอะบนพื้น
“ด-เดวิด… ลูกเข้าใจผิดนะ” แม่พูดเสียงสั่น พยายามส่งยิ้มเสแสร้งมาให้ “แม่แค่… แค่สอนงานเอ็มม่าเล็กลดน้อยเอง ยัยนั่นทำตัวขี้เกียจ ไม่ยอมทำอะไรเลย แม่เลยต้อง…”
“หยุดพูดซะทีครับแม่” ผมพูดเสียงเรียบต่ำ แต่น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความเด็ดขาดจนแม่ต้องกลืนคำพูดลงคอ
ผมวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าเธอ แล้วโยนกระเป๋าเดินทางสองใบใหญ่ลงกับพื้น เสียงดังสนั่นไปทั่วห้อง
“นั่นกระเป๋าอะไรน่ะเดวิด? ลูกจะไปไหน?” แม่ถามด้วยความตกใจ
“ผมกับเอ็มม่าจะย้ายออกจากบ้านหลังนี้ครับ วันนี้ ตอนนี้เลย”
“ไม่ได้นะ! ลูกจะทิ้งแม่ไปเพราะผู้หญิงคนนี้ไม่ได้! บ้านหลังนี้เป็นของตระกูลเรา แล้วแม่จะอยู่ยังไง!” แม่เริ่มโวยวายด้วยความโมโห
ผมแค่นหัวเราะในคอ ก่อนจะเปิดแฟ้มเอกสารบนโต๊ะช้าๆ
“บ้านหลังนี้… ชื่อในโฉนดคือชื่อของผมคนเดียวครับแม่ ผมเป็นคนจ่ายเงินซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงของผมเอง” ผมมองหน้าแม่นิ่ง “และที่สำคัญ… ผมจ้างนักสืบเอกชนตรวจสอบบัญชีบริษัทและบัญชีร่วมของผมกับเอ็มม่าตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา”
ใบหน้าของแม่เปลี่ยนจากความโมโหกลายเป็นความตื่นตระหนกในทันที
“ลูก… ลูกพูดเรื่องอะไร…”
“8 ล้านบาทครับ” ผมพูดตัวเลขออกมาชัดๆ “เงิน 8 ล้านบาทที่หายไปจากบัญชี ถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของแม่ และบริษัท shell company ของน้องชายแม่… แม่จ่ายเงินจ้างแม่บ้านสามคน แต่สั่งให้พวกเขากลับบ้านไปตั้งแต่วันแรก แล้วเก็บเงินค่าจ้างไว้เอง แถมยังบังคับให้เอ็มม่าที่ท้องแก่ทำงกๆ เหมือนทาส!”
แม่ก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ใบหน้าไร้สีเลือด “เดวิด… แม่ทำไปเพราะ… เพราะแม่แค่จะเก็บไว้ให้ลูกนะ! ยัยเอ็มม่ามันไว้ใจไม่ได้ มันจะสูบเงินลูก!”
“คนที่สูบเลือดสูบเนื้อผมมาตลอดคือแม่ต่างหาก!” ผมตะโกนใส่อย่างสุดทน ความโกรธที่อัดอั้นไว้ระเบิดออกมา “เอ็มม่าไม่เคยขอเงินผมสักบาท เธอใช้ชีวิตอย่างถ่อมตนและรักผมด้วยใจจริง แต่แม่… แม่กลับมองเธอเป็นขยะ และมองผมเป็นแค่บ่อน้ำมัน!”
ผมหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วชูขึ้นให้แม่ดู
“ผมปลดแม่แก่ออกจากตำแหน่งบริหารในบริษัทแล้ว รวมถึงตัดสิทธิ์การเข้าถึงบัญชีธนาคารทั้งหมดของแม่ตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป และเอกสารในแฟ้มนี้… ทนายของผมกำลังนำส่งให้ตำรวจดำเนินคดีข้อหายักยอกทรัพย์และฉ้อโกง”
“เดวิด! นี่แม่นะ! ลูกจะเข้าข้างผู้หญิงคนนั้นแล้วส่งแม่เข้าคุกเหรอ?!” แม่ร้องไห้โฮ คุกเข่าลงกับพื้นเกาะขาผมไว้เหมือนที่เอ็มม่าเคยทำเมื่อครู่
ผมมองลงมาที่แม่ด้วยความสมเพชและเฉยชา
“ผมเคยคิดว่าแม่รักผม… แต่แม่รักแค่เงินของผมต่างหาก” ผมสะบัดขาออกอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด “ถ้าแม่ไม่อยากนอนคุก คืนเงินทั้งหมด 8 ล้านบาทมาภายใน 24 ชั่วโมง และย้ายออกจากบ้านของผมก่อนเที่ยงคืนวันนี้”
ผมย้อนกลับไปในห้องนอน อุ้มเอ็มม่าที่กำลังหลับใหลด้วยความอ่อนล้าขึ้นมาอย่างเบามือ แล้วลากกระเป๋าเดินทางเดินออกจากคฤหาสน์หลังนั้นไป โดยไม่หันกลับไปมองเสียงร้องไห้คร่ำครวญและอ้อนวอนของคุณไม่อีกเลย
1 ปีต่อมา
ผมกับเอ็มม่าซื้อบ้านหลังเล็กๆ แต่อบอุ่นแถบชานเมือง ที่นี่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของลูกสาวตัวน้อยของเรา เอ็มม่าไม่ต้องร้องไห้อีกต่อไป ใบหน้าของเธอมีแต่รอยยิ้มและความสุข
ส่วนแม่… เธอต้องขายทรัพย์สินและเครื่องประดับทั้งหมดที่มีเพื่อนำเงินมาคืนผมเพื่อเลี่ยงการติดคุก ปัจจุบันเธอต้องย้ายไปอยู่อพาร์ตเมนต์ห้องเช่าเล็กๆ และใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว โดยไม่มีทั้งอำนาจ เงินทอง หรือแม้แต่ลูกชายและหลานสาวที่เธอเคยดูถูกไว้
บทเรียนราคาแพงได้สอนให้เธอรู้ว่า… ความโลภและความใจร้าย อาจทำให้ชนะได้ชั่วคราว แต่สุดท้ายมันจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ไม่เหลือแม้แต่ความรักจากคนในครอบครัว