ตอนจบ: ถอดหน้ากากมหาเศรษฐี
หลังจากไฟท้ายรถลิมูซีนลับหายไปในความมืด อาร์เดนไม่ได้ร้องไห้เลยแม้แต่หยดเดียว
เธอก้าวเดินออกจากห้องครัวตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวเบื้องหลังชั้นหนังสือลับ ถอดชุดคลุมผ้าฝ้ายธรรมดาออก แล้วสวมชุดราตรีสีดำสนิทที่ตัดเย็บอย่างประณีตสูงสุดพร้อมสวมเครื่องเพชรเรียบหรูที่กระจายแสงสะท้อนระยิบระยับ
เธอกดโทรศัพท์หาเลขาส่วนตัว
“เตรียมรถ ให้คนไปรับฉันที่คฤหาสน์… ถึงเวลาจบเรื่องนี้แล้ว”
ณ โรงแรมหรูริมน้ำ เมืองซาราโซตา บรรยากาศภายในงาน Coastal Vision Benefit คึกคักไปด้วยผู้เชี่ยวชาญและเหล่านักลงทุนระดับประเทศ
เบลค วินสโลว์ เดินเคียงคู่มากับสโลนอย่างโดดเด่น โดยมีเลเนตต์และคอรินน์เดินตามหลังด้วยท่าทีทะนงตน เบลคแจกยิ้มให้บรรดานักข่าวพลางพูดคุยกับเหล่านักลงทุนด้วยท่าทีมั่นใจ เขาเฝ้าพยายามสอดส่องสายตาเพื่อหาทางเข้าพบประธานบริหารและผู้ก่อตั้งปริศนาแห่ง Fairchild Capital หวังจะเสนอบิ๊กดีลเพื่อพยุงบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของเขาที่กำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก
“ถ้าคืนนี้เราได้ลายเซ็นจากท่านประธานแห่ง Fairchild Capital บริษัทเราจะติดลมบนทันที” เบลคกระซิบกับสโลน
ขณะนั้นเอง เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วทั้งฮอลล์จัดเลี้ยง เสียงกล้องดรัมชัตเตอร์และแสงแฟลชระเบิดขึ้นรัวๆ เมื่อโฆษกประจำงานประกาศเปิดตัวประธานคณะกรรมการบริหารคนใหม่และเจ้าของ Fairchild Capital อย่างเป็นทางการ
เบลค สโลน และครอบครัววินสโลว์ รีบแทรกตัวผ่าน đámชนไปข้างหน้า หวังจะได้แนะนำตัวเป็นกลุ่มแรกๆ
ทว่า… เมื่อสปอตไลต์จับจ้องไปยังใจกลางเวที หัวใจของเบลคก็แทบหยุดเต้น
ผู้หญิงที่ก้าวลงมาจากรถลิมูซีนคันงาม และเดินขึ้นสู่เวทีด้วยท่วงท่าสง่างาม ดุจดั่งนางพญาห้อมล้อมด้วยการ์ดรักษาความปลอดภัยระดับสูง คือผู้หญิงคนเดียวกับที่เขาเพิ่งออกคำสั่งให้เก็บเศษแก้วและล้างจานอยู่ที่บ้าน…
อาร์เดน แฟร์ไชลด์ วินสโลว์
เลเนตต์อ้าปากค้างจนแก้วไวน์ในมือสั่นระริก คอรินน์ยกมือถือค้างไว้ด้วยความตกตะลึง ส่วนสโลนถึงกับหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
“นั่น… นั่นมันอาร์เดนไม่ใช่เหรอ?” เลเนตต์พึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า “เป็นไปไม่ได้…”
อาร์เดนจับไมโครโฟน กวาดสายตามองลงมาจากเวที สายตาของเธอหยุดลงที่เบลคและกลุ่มของเขาเพียงครู่เดียว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นแต่ทรงพลังผ่านลำโพงทั่วทั้งห้องโถง
“สวัสดีแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน… ในฐานะผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของ Fairchild Capital ฉันขอต้อนรับทุกท่านสู่งานในคืนนี้”
เบลคพยายามก้าวไปข้างหน้าด้วยความสับสนและความโลภที่ตีวนในหัว เขาตะโกนเรียกเธอ “อาร์เดน! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?! เธอมาทำอะไรบนนั้น?!”
ผู้ดูแลความปลอดภัยกักตัวเบลคไว้ทันที อาร์เดนค่อยๆ ก้าวลงมาจากเวที เดินตรงเข้ามาหาเบลคที่กำลังตื่นตระหนก
“เบลค… คุณเคยบอกฉันใช่ไหม ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันมีอยู่ทุกวันนี้ มันเกิดขึ้นได้ก็เพราะคุณ?” อาร์เดนแย้มยิ้มบางๆ ที่แฝงความเย็นชาอย่างที่สุด
“อาร์เดน… นี่เธอ…”
“คุณเข้าใจผิดมาตลอดแปดปี เบลค” อาร์เดนเอ่ยด้วยน้ำเสียงคมกริบ “บริษัทที่คุณภาคภูมิใจ อาคารทุกแห่งที่คุณสร้าง รวมถึงคฤหาสน์ที่คุณและครอบครัวอาศัยอยู่… ทั้งหมดนั้นถูกค้ำประกันและเป็นกรรมสิทธิ์ของ Fairchild Capital ทั้งสิ้น”
อาร์เดนหันไปมองสโลนและเลเนตต์ที่กำลังสั่นสะท้าน ก่อนจะหันกลับมาหาเบลค
“คุณคิดว่าคุณเป็นคนสร้างจักรวรรดินี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง แต่ความจริงแล้ว ฉันต่างหากที่เป็นคนค้ำจุนมันไว้ และคืนนี้… ความอดทนของฉันได้สิ้นสุดลงแล้ว”
อาร์เดนส่งสัญญาณให้ทนายความส่วนตัวที่เดินตามหลังเธอมา ทนายวางซองเอกสารหนาลงในมือของเบลค
“นี่คือคำสั่งฟ้องหย่า คำร้องขออายัดทรัพย์สิน และหนังสือแจ้งยกเลิกสัญญาการลงทุนทั้งหมดระหว่าง Fairchild Capital กับบริษัทของคุณ เบลค วินสโลว์… คุณมีเวลา 24 ชั่วโมงในการย้ายออกจากคฤหาสน์ของฉัน”
“ไม่นะ! อาร์เดน! เธอทำแบบนี้กับฉันไม่ได้!” เบลคตะโกนด้วยความลนลาน น้ำตาแห่งความหวาดกลัวเริ่มเอ่อล้น เขาพยายามจะคว้ามือเธอ แต่ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกันตัวออกไปอย่างไม่ใยดี
เลเนตต์ถึงกับลมจับทรุดลงกับพื้น ขณะที่สโลนค่อยๆ ถอยห่างจากเบลคด้วยความลนลานเมื่อรู้ว่าบัดนี้เขาไม่เหลืออะไรอีกแล้ว
อาร์เดนหมุนตัวกลับ เดินสง่างามออกไปท่ามกลางแสงไฟชัตเตอร์และสายตาชื่นชมของผู้คนทั้งงาน ทิ้งเบลคและครอบครัวไว้กับความจริงอันพังทลาย
ค่ำคืนที่พวกเขาคิดว่าจะได้เสพสุขบนจุดสูงสุด… กลับกลายเป็นจุดจบของทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาเคยครอบครอง