บทที่ 3: แผนการในความมืด
คำสารภาพจากปากของชายที่ฉันเคยรักเหมือนชีวิต ทำให้อารมณ์ของฉันดิ่งลงสู่เหวระทึกอันเยือกเย็น ความโกรธแค้นที่เคยร้อนดั่งไฟป่ากลับกลายเป็นความนิ่งสงบที่น่ากลัว… ฉันจะตายตอนนี้ไม่ได้ ฉันต้องอยู่รอดเพื่อปกป้องลูกชายเพียงคนเดียวของฉัน
“ครับ… ผมเข้าใจแล้ว” เสียงของลูคัสตอบกลับด้วยความสั่นเครือ เขายอมศิโรราบต่อหน้าปีศาจสองตนเพื่อเอาชีวิตรอด
“ดีมาก เป็นเด็กดีแบบนี้แหละ” เมียหัวเราะคิกคัก ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้เตียงของฉันจนฉันได้กลิ่นน้ำหอมฉุนกึกของเธอ “เอริคคะ… งั้นเรานัดหมอพรุ่งนี้เช้าเลยดีไหม? บอกว่าเราสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหวแล้ว และอยากให้โซเฟียจากไปอย่างสงบ”
“อืม… เอาตามนั้นแหละ พรุ่งนี้เช้าทุกอย่างจะจบลง และเราจะกลายเป็นมหาเศรษฐีอย่างสมบูรณ์แบบ” เอริคตอบ
หลังจากนั้นไม่นาน เสียงฝีเท้าของทั้งสองคนก็เดินออกไปจากห้อง ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบอันน่าขนลุก และเสียงหัวใจของฉันที่เต้นรัวระทึกอยู่บนหน้าจอมอนิเตอร์
เมื่อประตูอู่ปิดสนิทลง ลูคัสก็ปล่อยโฮออกมาเบาๆ เขาซบหน้าลงกับอกของฉัน “แม่ครับ… ผมขอโทษที่ปกป้องแม่ไม่ได้…”
ในวินาทีนั้น ฉันรู้ว่าฉันไม่สามารถรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ได้ ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา… ภาพตรงหน้ายังคงพร่ามัว แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือลูกชายของฉันที่กำลังร้องไห้จนตัวโยน
“ลูคัส…” ฉันเค้นเสียงอันแหบพร่าอกมาจากลำคอที่แห้งผาก
ลูคัสสะดุ้งสุดตัว ดวงตาของเบิกกว้างด้วยความตกใจและดีใจ “แม่! แม่ฟื้นแล้ว!”
“ชู่ว์… ลูกรัก ฟังแม่นะ” ฉันพยายามขยับนิ้วมือและเรียกร่างกายที่หลับใหลมาสองปีให้ตื่นขึ้น “หยิบโทรศัพท์ของแม่ในลิ้นชัก… หรือของใครก็ได้ในห้องนี้มาให้แม่ที”
บทที่ 4: เกมตลบหลัง
โชคดีที่เอริคมักจะทิ้งไอแพดเครื่องเก่าไว้ในห้องผู้ป่วยเพื่อเปิดเพลงขับกล่อมฉัน ลูคัสรีบไปหยิบมันมา ฉันใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่พอมี กดส่งข้อความเสียงและหลักฐานไฟล์เอกสารการเงินที่ฉันเคยสำรองไว้ในระบบคลาวด์ส่วนตัวก่อนเกิดอุบัติเหตุ ไปยัง คุณพ่อของฉัน (คุณตาของลูคัส) ซึ่งเป็นอดีตนายตำรวจผู้มีอิทธิพล
ฉันเล่าความจริงทุกอย่างผ่านข้อความเสียง… ทั้งเรื่องที่เอริคตัดสายเบรก และเรื่องที่พวกมันกำลังจะฆ่าฉันในวันพรุ่งนี้
เช้าวันรุ่งขึ้น… เอริคและเมียเดินเข้ามาในห้องผู้ป่วยด้วยใบหน้าที่แสร้งทำเป็นโศกเศร้า พวกเขาพาหมอเจ้าของไข้เข้ามาเพื่อเตรียมเซ็นเอกสารยินยอมให้ถอดเครื่องช่วยหายใจ
“คุณหมอครับ… ผมคิดดีแล้วครับ ผมไม่อยากเห็นภรรยาต้องทรมานอีกต่อไป” เอริคแสร้งทำเป็นปาดน้ำตาตาบอด
“ใช่ค่ะคุณหมอ… สงสารพี่โซเฟียเถอะนะคะ” เมียช่วยเสริม
ในจังหวะนั้นเอง ฉันตัดสินใจ ลืมตาขึ้นมาตรงๆ และจ้องมองไปที่พวกมันทั้งสองคน
เอริคและเมียถึงกับหน้าถอดสี ก้าวถอยหลังไปหลายก้าวราวกับเห็นผี
“ซะ…โซเฟีย! เธอฟื้นแล้ว?!” เอริคอุทาน เสียงสั่นเครือ
“ใช่… ฉันตื่นแล้ว ตื่นมาดูความระยำของพวกแกสองคนไงล่ะ” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิท แต่เปี่ยมไปด้วยรังสีอำมหิต
“พี่โซเฟีย… คือมันไม่ใช่อย่างที่พี่คิดนะ…” เมียพยายามจะเข้ามาจับมือฉัน แต่ก่อนที่เธอจะได้ทำอะไร ประตูห้องผู้ป่วยก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง!
บทที่ 5: จุดจบของคนทรยศ
คุณพ่อของฉันเดินเข้ามาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกสี่นาย ในมือของคุณพ่อถือเครื่องบันทึกเสียงที่ระบุบทสนทนาเมื่อคืนนี้อย่างชัดเจน รวมถึงหลักฐานการปลอมแปลงเอกสารฮุบบริษัทที่ตำรวจไปตรวจค้นพบที่บ้าน
“เอริค… เมีย… พวกแกสองคนถูกจับข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์” ผู้กองประกาศลั่นห้อง
เอริคพยายามจะวิ่งหนี แต่ก็ถูกตำรวจรวบตัวลงกับพื้นทันที ส่วนเมียทรุดลงไปร้องไห้โฮ แทบเท้าของคุณพ่อ แต่ไม่มีความเมตตาใดๆ มอบให้กับคนที่หักหลังได้แม้กระทั่งพี่น้องแท้ๆ ของตัวเอง
ก่อนที่ตำรวจจะลากตัวเอริคออกไป เขาหันมามองฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและหวาดกลัว ฉันทำเพียงแค่ยกยิ้มสมเพชและพูดทิ้งท้ายว่า
“แกบอกว่าจะส่งลูกฉันไปอยู่กับฉันในนรกใช่ไหมเอริค? เสียใจด้วยนะ… เพราะคุกที่แกกำลังจะไปอยู่ มันนรกยิ่งกว่าที่แกคิดซะอีก”
เมื่อคนชั่วถูกจับกุมไปหมดสิ้น ลูคัสก็วิ่งเข้ามากอดฉันไว้แน่น ฉันโอบกอดลูกชายตัวน้อยที่แสนกล้าหาญของฉันไว้ ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศมันเกือบจะฆ่าฉันให้ตาย แต่อ้อมกอดของลูกทำให้ฉันรู้ว่า… จากนี้ไป ฉันจะมีชีวิตอยู่เพื่อใคร และจะไม่มีใครหน้าไหนมาทำร้ายเราสองคนแม่ลูกได้อีกต่อไป!