2. การกลับมาของอดีต
ฉันสูดหายใจเข้าลึก ๆ หลับตาแน่นแล้วกดโทรออก เสียงสัญญาณรอสายแต่ละครั้งดังสะท้อนราวกับเสียงหัวใจของฉัน — มันทั้งเร็ว เจ็บปวด และเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
เมื่อสัญญาณดังขึ้นเป็นครั้งที่ห้า ก็มีคนกดรับสาย
ปลายสายไม่ได้พูดอะไร แต่ฉันได้ยินเสียงผ่อนหายใจหนัก ๆ อันคุ้นเคย ความเงียบนั้นเป็นสิ่งบ่งบอกว่า แม้เวลาจะล่วงเลยไปถึงห้าปี เขาก็ยังจำได้ทันทีว่าใครเป็นคนโทรมา
“เซบาสเตียน…” เสียงของฉันเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบ และสั่นเครือด้วยความกลัว
“เซเลน่า ดิอาซ” เสียงของเขาทุ้มต่ำลงกว่าแต่ก่อน มันทั้งเย็นชาและอัดแน่นไปด้วยความโกรธแค้น “เธอนี่ใจกล้าดีนะที่โทรมาหลังจากหายหัวไปห้าปี ฉันก็นึกว่าเธอตายไปแล้วซะอีก”
“ฉันต้องการ… ฉันต้องการให้คุณมาหาฉัน ตอนนี้เลย”
“แล้วทำไมฉันต้องทำตามที่เธอสั่ง? เพื่อให้เธอปั่นหัวฉันเล่นอีกงั้นเหรอ? เพื่อให้เธอหนีหายไปเหมือนหัวขโมยกลางดึกอีกรอบหรือไง?” ฉันรับรู้ได้ถึงเพลิงโทสะในทุกคำพูดของเขา “เราไม่มีสัญญาต่อกันแล้ว เซเลน่า เรื่องของเรามันจบไปแล้ว”
“ลูกของฉันกำลังจะตาย!” ฉันแทบจะกรีดร้องคำนั้นออกมา จนทำให้พวกพยาบาลตรงโถงทางเดินหันมามอง ฉันปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ “เซบาสเตียน… ได้โปรดเถอะ… ลูกของฉัน… ลูกของเรา… เขาต้องการคุณ”
ปลายสายเงียบไปทันที มันเป็นความเงียบที่น่าอึดอัดจนแทบไม่ได้ยินเสียงหายใจ
“ลูก… งั้นเหรอ?” เสียงของเขาเริ่มสั่นเครือเล็กน้อย
“พวกเราอยู่ที่โรงพยาบาลเซนต์จูด (St. Jude Medical Center) ห้อง 402 แผนกโรคเลือด ถ้าคุณยังมีความเป็นคนหลงเหลืออยู่บ้าง… ก็มาที่นี่ซะ”
3. การเผชิญหน้า
ไม่ถึงชั่วโมง ประตูห้องพักผู้ป่วยก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง
เซบาสเตียนเดินเข้ามา เขาไม่ใช่ผู้ชายคนเดิมที่ฉันเคยทิ้งไว้ที่คฤหาสน์หลังนั้นอีกต่อไป รูปลักษณ์ของเขาดูแข็งกร้าวขึ้นมาก ใต้ตามีรอยคล้ำและร่องรอยของความเหนื่อยล้า บรรยากาศรอบตัวของเขาทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ทว่าด้านหลังของเขามีทริกซีเดินตามเข้ามาด้วย เธอมีสีหน้าสับสนแต่ก็ฝืนเดินตามเขามา
สายตาของเซบาสเตียนหยุดอยู่ที่เตียง — มองตรงไปยังอันเดรย์ที่กำลังนอนหลับตาพริ้มโดยมีสายระโยงระยางเต็มไปหมด หลังจากนั้นเขาก็หันมามองฉัน มันเป็นสายตาที่ราวกับจะแผดเผาจิตวิญญาณของฉันให้มอดไหม้
“อธิบายเรื่องนี้มา” เขาออกคำสั่งพร้อมเดินเข้ามาหาฉัน เขาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของฉันอย่างแรง แล้วลากฉันออกจากห้องพักตรงไปยังระเบียงของโรงพยาบาล
“ตอนแรกฉันไม่ได้ตั้งใจจะบอกคุณหรอก” ฉันพูดออกไปตรง ๆ พยายามสะบัดแขนให้หลุดจากการจับกุมของเขา “ที่ฉันเดินจากมาเพราะสัญญาสามปีมันสิ้นสุดลงแล้ว แต่ฉันเพิ่งรู้ว่าตัวเองท้อง อันเดรย์… คือเหตุผลเดียวที่ทำให้ฉันต้องมาอยู่ตรงนี้”
“เธอปิดบังเรื่องเขาจากฉันตั้งห้าปี!” เซบาสเตียนคำรามลั่น ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธ “เขาเป็นลูกของฉันนะ เซเลน่า! ฉันมีสิทธิ์!”
“สิทธิ์งั้นเหรอ?” ฉันหัวเราะออกมาอย่างขมขื่นและเต็มไปด้วยการประชดประชัน “สิทธิ์ในการที่จะได้เติบโตมาเป็นเงาของทริกซีงั้นเหรอ? สิทธิ์ในการที่จะต้องโตมาในบ้านที่เต็มไปด้วยความลวงโลก? ขนาดตอนนั้น คุณยังไม่เคยชายตาตามองฉันตรง ๆ โดยไม่เห็นภาพย้อนแสงของยัยนั่นเลยด้วยซ้ำ!”
ทริกซีซึ่งแอบฟังอยู่ตรงประตูทนไม่ไหวจึงแทรกขึ้นมา “เซบาสเตียน เรื่องจริงเหรอคะ? คุณสองคนมีลูกด้วยกันเหรอ?” น้ำเสียงของเธอฟังดูอ่อนหวานแต่แฝงไปด้วยความหึงหวงอย่างปิดไม่มิด “แต่คุณเคยบอกฉันว่า… ผู้หญิงคนนี้ไม่มีความหมายอะไรกับคุณเลยนี่คะ”
เซบาสเตียนไม่ได้หันไปมองเธอเลยแม้แต่น้อย เขายังคงจ้องลึกเข้ามาในตาของฉัน แววตาของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความโดดเดี่ยวและโหยหา “ฉันจะทำทุกอย่างเพื่ออันเดรย์ ไม่ว่าจะหมอเก่งแค่ไหน ยาแพงเท่าไหร่ ฉันจะกว้านซื้อมาให้หมด แต่เธออย่าหวังเลยว่าฉันจะยกโทษให้เธอ”
4. ข้อตกลงที่เจ็บปวดกว่าเดิม
คุณหมอเดินเข้ามาหาพวกเราด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “คุณซิลเวอริโอ คุณดิอาซ ครับ จากการตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด ตอนนี้เด็กอยู่ในขั้นวิกฤต เราจำเป็นต้องปลูกถ่ายไขกระดูกด่วน คุณซิลเวอริโอครับ เราต้องตรวจดูว่าไขกระดูกของคุณเข้ากันได้กับเด็กไหม”
“ทำตามที่ต้องทำได้เลยครับ” เซบาสเตียนตอบสั้น ๆ
เมื่อหมอเดินคล้อยหลังไป เซบาสเตียนก็หันมาเผชิญหน้ากับฉัน ใบหน้าของเขาไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ เหมือนกับวันแรกที่เราได้พบกันไม่มีผิด
“ฉันจะย้ายอันเดรย์ไปโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในมะนิลา แต่มีข้อแม้”
หัวใจของฉันหล่นวูบ “อะไร?”
“เธอต้องกลับมาอยู่ที่คฤหาสน์ ในฐานะภรรยาของฉัน… ไม่ใช่ในฐานะตัวแทนหรือเงาของใครอีกต่อไป แต่ในฐานะแม่ของทายาทแห่งซิลเวอริโอ กรุ๊ป”
“แล้ว… แล้วทริกซีล่ะ?” ฉันเหลือบมองไปทางผู้หญิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล
เซบาสเตียนเหยียดยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่เยือกเย็นที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา “ทริกซีคืออดีตที่ฉันพยายามจะเหนี่ยวรั้งกลับมา แต่สุดท้ายมันก็ไม่มีอยู่จริงแล้ว แต่เธอ… เธอเอาสิ่งสำคัญที่ฉันไม่มีวันหาอะไรมาทดแทนได้ไป สิ่งนั้นคือครอบครัว”
“เซบาสเตียน คุณไม่ได้รักฉันหรอก คุณแค่กำลังโกรธ”
ดึงร่างของฉันเข้าไปใกล้ จนฉันสัมผัสได้ถึงลมหายใจอันร้อนผ่าวของเขา “เธอพูดถูก ฉันโกรธ และฉันจะใช้ความโกรธนี้แหละเป็นเครื่องค้ำประกันว่าเธอจะไม่มีวันหนีไปจากฉันได้อีก ทันทีที่ฉันช่วยชีวิตลูกของฉันสำเร็จ นรกบนดินของเธอในกำมือของฉันจะเริ่มต้นขึ้นทันที”
ฉันหันกลับไปมองในห้องพัก มองดูอันเดรย์ที่กำลังต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด ฉันไม่มีทางเลือกเลย… ต่อให้สิ่งแลกเปลี่ยนนั้นจะเป็นอิสรภาพของตัวเอง หรือการต้องค่อย ๆ ตรอมใจตายอยู่ข้าง ๆ ผู้ชายที่ไม่มีวันรักฉันอย่างแท้จริงก็ตาม
“ตกลง” ฉันตอบพร้อมกับหยาดน้ำตาแห่งความหวังหยดสุดท้ายที่ร่วงหลิน “ฉันจะกลับไป ขอแค่คุณช่วยชีวิตลูกของฉันก็พอ”
สายลมยามค่ำคืนเริ่มทวีความหนาวเหน็บ ราวกับเป็นลางบอกเหตุถึงบทใหม่ของชีวิตที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น… บทเรียนที่อาจจะมืดมนยิ่งกว่าอดีตที่ผ่านมา
5. นรกในคฤหาสน์แก้ว
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อันเดรย์ถูกย้ายไปยังห้องพักส่วนตัวสุดหรูในโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดของมะนิลาด้วยเฮลิคอปเตอร์การแพทย์ อุปกรณ์ทุกอย่างทันสมัย หมอทุกคนล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า แต่บรรยากาศรอบตัวกลับยิ่งทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
คืนหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังเฝ้าอันเดรย์ซึ่งหลับสนิทหลังจากรับเคมีบำบัดรอบแรก ประตูห้องก็ถูกเปิดออก เซบาสเตียนเดินเข้ามาพร้อมกับกลิ่นเหล้าโชยหึ่งและร่องรอยความเหนื่อยล้าบนชุดสูทราคาแพงของเขา
“ผลตรวจออกแล้ว ไขกระดูกของฉันเข้ากันได้กับลูก” เขาพูดตรงประเด็น “การปลูกถ่ายจะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า”
ฉันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ขาทั้งสองข้างแทบหมดแรงจนเกือบจะทรุดลงไปกองกับพื้น “ขอบคุณนะ… เซบาสเตียน ขอบคุณจริง ๆ”
เขาก้าวเข้ามาหาฉัน คว้าคางของฉันให้เชิดขึ้นบังคับให้ฉันต้องสบตากับเขา “ไม่ต้องมาขอบคุณฉัน ฉันทำเพื่อสายเลือดของฉันเอง แต่เธอน่ะ… ดูตัวเองซะก่อน คิดเหรอว่าจะหนีรอดไปได้ง่าย ๆ แบบนั้น?”
“ฉันยอมให้คุณหมดทุกอย่างแล้วนะเซบาสเตียน! คุณยังต้องการอะไรจากฉันอีก!” ฉันตะโกนออกไปด้วยความเหนื่อยล้า
“ฉันต้องการให้เธอได้รับรู้รสชาติของความรู้สึกที่ฉันโดนเธอทิ้งไปไงล่ะ!” เขาตวาดกลับมาเสียงดังลั่น จนทำให้อันเดรย์สะดุ้งตื่นและเริ่มร้องไห้โยเยออกมาเบา ๆ
ฉันรีบถลาเข้าไปหาลูกทันที แต่เซบาสเตียนกลับก้าวเข้ามาขวางไว้ แล้วเขาเป็นฝ่ายเข้าไปหาเด็กเอง ฉันเห็นใบหน้าของเขาอ่อนแสงลงทันตา — มันเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่ฉันไม่คิดว่าจะได้เห็นจากเขาอีกเป็นครั้งที่สอง เขาเอื้อมมือไปกุมมือเล็ก ๆ ของอันเดรย์เอาไว้
“แด๊ดดี้…” อันเดรย์ละเมอออกมาเบา ๆ ด้วยความสับสนจากพิษไข้
เซบาสเตียนชะงักไปทันที ร่างกายของเขาแข็งทื่อราวกับถูกสาป เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นรอยร้าวบนกำแพงอันแข็งแกร่งของเขา
6. ความจริงที่ระเบิดออก
วันต่อมา ในขณะที่ทีมแพทย์กำลังเตรียมการสำหรับขั้นตอนการผ่าตัด จู่ ๆ ทริกซีก็บุกเข้ามาที่โรงพยาบาล สภาพของเธอในตอนนี้ไม่เหลือเค้าลางของ “เจ้าหญิงแห่งเสียงเปียโน” ผู้สง่างามและเยือกเย็นอีกต่อไป ผมเผ้าของเธอยุ่งเหยิง แววตาเต็มไปด้วยเพลิงแห่งความเคียดแค้น
“เซบาสเตียน! คุณจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ!” เธอหวีดร้องลั่นต่อหน้าพวกพยาบาล “แล้วแผนการของเราล่ะ? แล้วการที่ฉันอุตส่าห์กลับมาล่ะ? คุณเลือกผู้หญิงคนนี้กับเด็กนี่มากกว่าฉันงั้นเหรอ?!”
เซบาสเตียนหันไปเผชิญหน้ากับเธอด้วยสายตาที่เย็นชาจับขั้วหัวใจ “กลับไปซะ ทริกซี เรื่องของเรามันจบไปตั้งนานก่อนที่เซเลน่าจะกลับมาซะด้วยซ้ำ ที่ผ่านมาฉันก็แค่ใช้เธอเป็นเครื่องมือหลอกตัวเองว่าผู้หญิงคนนี้ไม่มีค่าอะไรเลย… แต่ฉันคิดผิด”
ทริกซีหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น ก่อนจะตวัดสายตามามองฉัน “เธอคิดว่าเธอชนะแล้วงั้นเหรอ เซเลน่า? เธอรู้ไหมว่าทำไมตอนนั้นเขาถึงเลือกเธอ? มันไม่ใช่แค่เพราะหน้าตาเธอคล้ายฉันหรอกนะ! แต่เป็นเพราะเขาจับได้ว่าเธอเป็นลูกสาวของคนที่ทำลายครอบครัวของเขาจนย่อยยับต่างหาก! เธอซื่อบื้อขนาดนี้ได้ยังไง… เธอเป็นแค่เครื่องมือในการล้างแค้นของเขามาตั้งแต่แรกแล้ว!”
ฉันยืนแข็งทื่อเป็นหินไปในทันที ฉันหันไปมองเซบาสเตียนเพื่อหวังจะพิสูจน์ว่ามันไม่จริง แต่เขากลับนิ่งเงียบ แววตาของเขาหลบวูบไม่กล้าสบตาฉัน
“เรื่องจริงเหรอคะ?” ฉันถาม เสียงของฉันสั่นระริกจนแทบควบคุมไม่ได้ “ที่คุณเอาฉันมาอยู่ด้วย… ไม่ใช่เพราะต้องการให้ฉันเป็นเงาของทริกซี แต่เพื่อต้องการให้ฉันชดใช้ในความผิดที่ฉันไม่ได้ก่ออย่างงั้นเหรอ?”
“เซเลน่า ฟังฉันก่อน…” เซบาสเตียนเริ่มพูด
“เพราะแบบนี้ใช่ไหม ต่อให้ฉันจะทำดีแทบตาย คุณก็ไม่มีวันรักฉันได้เลย?” ฉันพูดต่อพร้อมน้ำตาที่ไหลพรากอาบสองแก้ม “เพราะแบบนี้ใช่ไหม ทุกสัมผัสของคุณในตอนนั้น มันถึงได้ดูซ่อนความรังเกียจเอาไว้เสมอ? เพราะคุณขยะแขยงฉันใช่ไหม?”
7. ระหว่างความเป็นและความตาย
ในขณะที่เรากำลังโต้เถียงกันอยู่นั้น จู่ ๆ เสียงสัญญาณเตือนภัยภายในห้องพักของอันเดรย์ก็ดังระงมขึ้นมา
ติ๊ด… ติ๊ด… ติ๊ด…
“โค้ดบลู! (Code Blue) คนไข้มีอาการหยุดหายใจ!” เสียงพยาบาลคนหนึ่งตะโกนลั่น
ทุกอย่างตกอยู่ในความวุ่นวายโกลาหล พวกหมอและพยาบาลกรูเข้ามาผลักพวกเราให้ออกไปนอกห้อง ภาพสุดท้ายที่ฉันเห็นก่อนประตูจะปิดลงคือใบหน้าที่ซีดเผือดอย่างไร้สีเลือดของอันเดรย์
ฉันทรุดฮวบลงบนพื้นโถงทางเดินอย่างหมดเรี่ยวแรง โลกทั้งใบของฉันเหมือนกำลังพังทลายลงมาพร้อม ๆ กันทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งคือลูกชายที่กำลังยื้อชีวิตอยู่บนเส้นด้าย ส่วนอีกด้านคือผู้ชายที่ฉันเคยรักหมดใจ… ทว่ารากฐานความสัมพันธ์ทั้งหมดกลับสร้างขึ้นบนความแค้น
เซบาสเตียนเดินเข้ามาหมายจะเอื้อมมือมาพยุงฉัน แต่ฉันรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีผลักเขาออกไปสุดแรงเกิด
“อย่ามาจับต้องตัวฉัน!” ฉันคำราม “ถ้าลูกของฉันเป็นอะไรไป… ฉันจะไม่มีวันให้อภัยคุณ และต่อให้เขารอดชีวิตมาได้ ฉันก็จะพาลูกหนีไปให้ไกลที่สุด คุณจะไม่มีวันได้เห็นร่องรอยของฉันบนโลกใบนี้อีกเลย!”
“เซเลน่า ฉันขอโทษ…” เซบาสเตียนกระซิบ เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นน้ำตาของลูกผู้ชายไหลออกมาจากตาของเขา “ตอนนั้นฉันโดนความแค้นบังตา… แต่พอฉันได้เห็นอันเดรย์ พอรู้ว่ามีส่วนหนึ่งของเธอและส่วนหนึ่งของฉันที่กำลังเติบโตอยู่ด้วยกัน… ฉันถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองมันโง่เง่าขนาดไหน”
ฉันพยุงตัวลุกขึ้นยืน แววตาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวเด็ดขาดแม้ในใจจะเจ็บเจียนตาย “มันสายเกินไปแล้ว เซบาสเตียน ความรักมันไม่ได้สร้างขึ้นบนคำโกหกและการแก้แค้น คุณไปช่วยชีวิตลูกของฉันซะ—นั่นคือหนี้ก้อนเดียวที่คุณต้องชดใช้ หลังจากนั้น… ให้ถือว่าเราสองคนตายจากใจของกันและกันไปเลย”
ประตูห้องผ่าตัดเปิดออก คุณหมอเดินเหงื่อท่วมหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ทุกอย่างพร้อมแล้วครับ คุณซิลเวอริโอ เราต้องเริ่มขั้นตอนการปลูกถ่ายทันที นี่คือโอกาสรอดครั้งสุดท้ายของเด็กแล้วครับ”
เซบาสเตียนหันมามองฉัน — มันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ความกลัว และความรักรูปแบบหนึ่งที่สายเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยออกมา เขาพยักหน้ารับคำหมอ แล้วเดินตามทีมแพทย์เข้าไปข้างใน
ทิ้งให้ฉันยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในโถงทางเดินอันหนาวเหน็บ รอคอยว่ารุ่งสางของวันใหม่จะนำพาชีวิตใหม่มาให้ หรือจะดับสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างลงไปตลอดกาล