คุณเอเบอร์นาธีหยิบเอกสารสัญญาขึ้นมาไล่ดูทีละใบ พร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่ค่อยๆ ปรากฏบนใบหน้า
“โฉนดบ้านหลังที่เคเนธอยู่อาศัย… ชื่อของคุณนายเกเบิล 100%” เขาพึมพำ “สัญญาเช่าไม่มี มีเพียงเอกสารยินยอมให้อยู่อาศัยชั่วคราวที่คุณเคยทำไว้เมื่อห้าปีก่อน ซึ่งสามารถยกเลิกได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกิน 24 ชั่วโมงในกรณีที่มีการละเมิดข้อตกลง”
“รวมถึงบ้านพักตากอากาศที่ซานดิเอโกด้วยใช่ไหมคะ?” ฉันถามเสียงนิ่ง
“ถูกต้องครับ คุณถือหุ้น 80% ในอสังหาริมทรัพย์นั้น ส่วนอีก 20% เป็นของสามีคุณ ซึ่งสิทธิ์ตกเป็นของคุณทั้งหมดหลังการเสียชีวิต ส่วนเรื่องรถยนต์ที่คุณไปเซ็นค้ำประกันและจ่ายค่างวดให้มาตลอด…” คุณเอเบอร์นาธีเว้นจังหวะ “ผมสามารถดำเนินการยึดคืนหรือระงับการชำระเงินในนามของคุณได้ทันทีภายในเย็นวันนี้”
“จัดการเลยค่ะ” ฉันยกแก้วชาขึ้นจิบ “และส่ง ‘หนังสือแจ้งให้ออกจากพื้นที่’ (Eviction Notice) ไปให้เคเนธด้วย ให้เวลาพวกเขาย้ายก้นออกจากบ้านของฉันภายใน 48 ชั่วโมง”
“เรียบร้อยครับ ผมจะให้ทีมงานจัดส่งเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศหน้าบ้านเย็นนี้เลย”
ขณะที่คุณเอเบอร์นาธีนั่งจัดการเอกสารและโทรศัพท์สั่งการทนายความในทีม โทรศัพท์มือถือของฉันก็แทบสั่นจนเครื่องจะไหม้
สายที่ไม่ได้รับพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ:
-
เคเนธ: 42 สาย
-
เบรนดา: 28 สาย
-
เมสัน (ลูกชายคนเล็กที่เคยเงียบ): 15 สาย
-
เจอร์ทรูด (น้องสาวตัวดี): 14 สาย
รวมทั้งหมด 99 สายที่ไม่ได้รับ ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
ข้อความขู่กรรโชกในตอนแรก เริ่มเปลี่ยนเป็นข้อความอ้อนวอน และสับสนอย่างหนัก
“แม่! เกิดอะไรขึ้น?! มีทนายความมาปิดหนังสือแจ้งย้ายออกจากบ้าน! ตำรวจก็มาด้วย! เขาบอกว่าบ้านหลังนี้เป็นของแม่คนเดียว และพวกเราต้องออกไปภายในสองวัน! นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?!” (ข้อความจากเคเนธ)
“คุณแม่คะ! เบรนดาเองนะคะ! เกิดเรื่องเข้าใจผิดกันใหญ่แล้วค่ะ! ข้อความเมื่อบ่ายพวกเราแค่ล้อเล่นกันเฉยๆ นะคะ! เปิดประตูให้พวกเราหน่อยได้ไหมคะ พวกเรายืนรออยู่หน้าบ้านคุณแม่แล้ว!” (ข้อความจากเบรนดา)
ฉันเดินไปที่หน้าต่างห้องรับแขก แง้มม่านดูเบาๆ
รถยนต์คันหรูที่ฉันช่วยค้ำประกันจอดพรวดพราดอยู่หน้าบ้าน เคเนธ เบรนดา และเมสัน ลงมาจากรถด้วยใบหน้าถอดสี ถัดไปไม่ไกลคือรถของเจอร์ทรูด น้องสาวผู้แสนดีที่เคยนั่งเงียบกริบ
ทุกคนกำลังรุมกดออดและเคาะประตูบ้านฉันอย่างบ้าคลั่ง
“คุณนายเกเบิลครับ” คุณเอเบอร์นาธีเดินมาข้างๆ “คุณอยากให้ผมลงไปคุยกับพวกเขาไหมครับ?”
“ยังค่ะ” ฉันตอบ “ปล่อยให้เหงื่อแตกกันอีกสักครู่”
ยี่สิบนาทีต่อมา ฉันเดินลงไปเปิดประตูหน้าบ้าน พร้อมกับคุณเอเบอร์นาธีที่ยืนถือกระเป๋าเอกสารอยู่ข้างหลังอย่างสุขุม
ทันทีที่ประตูเปิดออก ทั้งสี่คนก็พุ่งตัวเข้ามาด้วยความลนลาน
“แม่! แม่ทำแบบนี้ได้ยังไง?!” เคเนธโวยวาย หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธและกลัว “แม่จะไล่ลูกชาย ตัวเองกับหลานๆ ออกจากบ้านเนี่ยนะ?! แล้วเนี่ย! ธนาคารเพิ่งโทรมาบอกว่าอายัดรถผม! เบรนดาก็โดนยกเลิกบัตรเครดิตเสริม!”
“ใช่ค่ะคุณแม่!” เบรนดาแทรกขึ้นมา น้ำตานองหน้า “พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะคะ ทำไมคุณแม่ใจร้ายแบบนี้?!”
ฉันมองหน้าลูกชาย ลูกสะใภ้ ลูกคนเล็ก และน้องสาว ทีละคนด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและเย็นชาที่สุดในชีวิต
“ครอบครัว?” ฉันเลิกคิ้ว “เมื่อบ่ายสองครึ่ง พวกเธอเพิ่งส่งข้อความตัดขาดฉันไม่ใช่เหรอ? เบรนดา… เธอยังส่งสติกเกอร์ยกนิ้วให้อยู่เลยนี่”
เบรนดาสะอึก หน้าหงอยลงทันที
“แม่… ข้อความนั้นพวกเราแค่… แค่อยากได้พื้นที่ส่วนตัวบ้าง” เมสันพยายามแก้ตัว เสียงอ่อย “แม่ชอบเข้ามาวุ่นวายชีวิตพวกเรามากเกินไป”
“อ้อ… การที่ฉันคอยจ่ายค่างวดบ้าน ช่วยซื้อบ้านพักตากอากาศ จ่ายค่างวดรถ และหางานให้พวกเธอทำ คือการ ‘วุ่นวาย’ สินะ?” ฉันหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ถ้าอย่างนั้น จากนี้ไปฉันจะไม่วุ่นวายกับพวกเธอแม้นิดเดียว”
ฉันหันไปหาคุณเอเบอร์นาธี
“ชช่วยอธิบายสถานะใหม่ของพวกเขาให้ฟังหน่อยค่ะ คุณทนาย”
คุณเอเบอร์นาธียิ้มรับอย่างเป็นงานเป็นการ ก่อนจะกางเอกสารออก
“ข้อ 1. สิทธิ์การอยู่อาศัยในบ้านปัจจุบันของคุณเคเนธ ถูกยกเลิกแล้ว คุณมีเวลา 48 ชั่วโมงในการย้ายข้าวของออก หากเกินเวลา เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการขนย้ายและแจ้งข้อหาบุกรุก”
“ข้อ 2. รถยนต์ที่คุณเคเนธขับอยู่ เอกสารการค้ำประกันถูกยกเลิกเนื่องจากการผิดนัดชำระค่างวดที่คุณนายเกเบิลเคยช่วยสำรองจ่าย รถจะถูกยึดคืนภายในเย็นนี้”
“ข้อ 3. ตำแหน่งผู้บริหารของคุณเคเนธในบริษัท… เนื่องจากคุณนายเกเบิลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ร่วมกับคณะกรรมการชุดเก่า ท่านได้ยื่นเรื่องขอสอบสวนวินัยและการใช้กองทุนบริษัทในทางที่ผิดของคุณเคเนธแล้ว มีผลให้พักงานตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป”
“และข้อสุดท้าย…” คุณเอเบอร์นาธีหันไปหาน้องสาวของฉัน “คุณเจอร์ทรูดครับ หุ้นที่คุณถืออยู่ในร้านกาแฟตระกูล คุณนายเกเบิลได้ทำการรับซื้อคืนทั้งหมดตามสิทธิ์สัญญาต้นฉบับ คุณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการอีกต่อไปครับ”
ความเงียบสะกดทุกสายตาลงทันที ราวกับมีคนทิ้งระเบิดลงกลางห้อง
เคเนธทรุดตัวลงนั่งกับพื้นกระเบื้องหน้าประตูบ้าน ร่างกายสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด
“แม่… แม่ทำแบบนี้กับผมไม่ได้… ผมเป็นลูกแม่นะ…” เคเนธสะอื้นไห้ ยื่นมือมาจะจับขาฉัน
ฉันก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว มองลูกชายที่เคยถือดีด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความสงสาร… แต่ไร้ซึ่งความเมตตาอีกต่อไป
“แกบอกเองไม่ใช่เหรอเคเนธ… ว่าตัดขาดกันแล้ว” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ฉันก็แค่ทำตามคำขอของแก ให้ในสิ่งที่แกต้องการอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด”
“พวกเราขอโทษค่ะคุณแม่! พวกเราผิดไปแล้ว!” เบรนดาคุกเข่าลงข้างๆ สามี ร้องไห้โฮอย่างหมดสภาพ “อย่าทำแบบนี้เลยนะคะ พวกเราไม่มีที่ไปจริงๆ!”
“บ้านพักตากอากาศที่ซานดิเอโกไงจ๊ะ” ฉันยิ้มให้ “อ้อ… ลืมไป ฉันเพิ่งสั่งประกาศขายมันไปเมื่อสิบนาทีที่แล้วนี่เอง”
ฉันสบตาพวกเขาทุกคนทีละคน ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้าย
“พวกเธออยากได้ชีวิตที่ไม่มีฉัน… บัดนี้ พวกเธอได้มันแล้ว เชิญเสวยสุขกับชีวิตที่สร้างด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมีเงินของฉันแม้แต่เปนนีเดียว”
ฉันค่อยๆ ถอยหลังกลับเข้าบ้าน แล้วจับลูกบิดประตู
“และอย่าโทรหาฉันอีก… 99 สายเมื่อกี้ คือสายสุดท้ายที่ฉันจะอนุญาตให้พวกเธอรบกวนชีวิตฉัน”
ปัง!
ฉันปิดประตูหน้าบ้านลง ล็อกกลอนอย่างแน่นหนา
เสียงร้องไห้ ทุบประตู และเสียงทอดถอนใจดังล่องลอยอยู่ภายนอก แต่มันส่งมาไม่ถึงภายในบ้านอีกต่อไปแล้ว
ฉันเดินกลับเข้าไปในครัว เทชาร้อนใส่แก้ว แล้วยกขึ้นจิบเบาๆ ยามเย็น สวนดอกไม้หลังบ้านยังคงสวยงามและสงบเงียบ
บางคนอาจจะเลือกสมานแผลอย่างใจเย็น… แต่สำหรับฉัน การตัดเนื้อร้ายทิ้งตั้งแต่แรก คือวิธีเดียวที่จะรักษาชีวิตที่เหลืออยู่ให้มีความสุขที่สุด
และเย็นวันนั้น… ชาของฉัน ก็อร่อยกว่าทุกๆ วันที่ผ่านมา