บัตรประชาชนที่อยู่ในมือของภัทรคือ บัตรประชาชนของฉันเอง
พวกมันคงแอบขโมยบัตรสำรองที่ฉันเก็บไว้ในตู้เซฟที่บ้านไปเพื่อพยายามทำธุรกรรมแทนนอกเหนือจากบัตรเอทีเอ็ม ความโลภทำให้พวกมันรีบร้อนจนก้าวพลาด และนั่นคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ฉันต้องการ
ฉันกดเซฟรูปภาพและคลิปวิดีโอจากระบบของธนาคารทันที จากนั้นส่งต่อให้ทนายรณรงค์
“หลักฐานพร้อมแล้วค่ะคุณอา หนูจะเริ่มขุดหลุมฝังพวกมันแล้ว”
เหยื่อที่ติดกับ
ฉันจงใจปิดเครื่องโทรศัพท์เพื่อตัดการติดต่อ นั่งรออย่างใจเย็นจนกระทั่งเวลาหนึ่งทุ่มตรง จึงเปิดประตูเดินเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยที่โรงพยาบาลอีกครั้ง
ทันทีที่ฉันก้าวเข้าไปในห้อง บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเมื่อเช้ากลับเงียบกริบ คุณเกริกรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงแกล้งทำเป็นคนป่วยใกล้ตายทันที ส่วนเอเดรียนรีบเดินเข้ามาหาฉัน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความโกรธที่พยายามสะกดกลั้นไว้
“ลาร่า! คุณหายไปไหนมา? โทรหาก็ไม่ติด! รู้ไหมว่าเงินไม่เข้า บัญชีถูกล็อก พ่อเกือบจะไม่ได้ผ่าตัดเพราะความสะเพร่าของคุณ!” เอเดรียนตะคอกใส่ฉัน เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความโมโห
ฉันมองหน้าสามีที่แต่งงานกันมา 5 ปี ผู้ชายที่บอกว่ารักฉันนักหนา แต่เบื้องหลังกลับเห็นฉันเป็นแค่บ่อเงินบ่อทอง
“อ้าว… ก็เอเดรียนบอกเองไม่ใช่เหรอคะว่าการผ่าตัดประสบความสำเร็จด้วยดีตั้งแต่เมื่อเช้า?” ฉันแกล้งทำหน้าซื่อ “แล้วทำไมตอนนี้ถึงบอกว่าพ่อยังไม่ได้ผ่าตัดล่ะ?”
เอเดรียนสะอึกไปทันที เขารีบหันไปมองหน้าแม่ของเขาเลิกล่ก ก่อนจะแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
“คือ… มันเป็นรอบที่สองน่ะ หมอบอกว่าต้องผ่าตัดเพิ่มด่วน ไม่อย่างนั้นพ่อไม่รอดแน่ๆ คุณรีบโทรบอกธนาคารให้ปลดล็อกเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
“คงไม่ได้หรอกค่ะ” ฉันตอบเสียงเรียบ พลางเดินไปลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียงของคุณเกริก “เพราะฉันเพิ่งสั่งระงับธุรกรรมทุกประเภทของบริษัท และอายัดบัญชีส่วนตัวทั้งหมดรวมถึงบัญชีร่วมด้วย”
“เธอว่าไงนะ?!” คุณเกริกที่นอนแกล้งป่วยอยู่ทนไม่ไหว เด้งตัวลุกขึ้นมาจากเตียงทันที ใบหน้าแแดงก่ำด้วยความโกรธ ลืมสิ้นท่าทางของคนเป็นสโตรก
“พ่อคะ… ลุกขึ้นมาทำไม? ไหนหมอบอกว่าห้ามขยับตัวไงคะ?” ฉันยิ้มเย็น
หน้ากากที่หลุดลอก
“ลาร่า! นี่คุณบ้าไปแล้วเหรอ? ทำไมทำตัวไร้เหตุผลแบบนี้!” เอเดรียนตวาด “นั่นพ่อผมนะ! คุณกำลังจะฆ่าพ่อผมทางอ้อมเพราะความงี่เง่าของคุณ!”
ฉันหัวเราะออกมาเบาๆ แต่นัยน์ตาของฉันกร้าวและเย็นชาจนเอเดรียนถึงกับชะงัก
“ใครกันแน่ที่บ้า? ใครกันแน่ที่ไร้เหตุผล?” ฉันลุกขึ้นยืน เผชิญหน้ากับเขา “เมื่อเช้าตอนแปดโมงครึ่ง ฉันยืนอยู่หน้าห้องนี้… ฉันได้ยินทุกคำพูด ทุกประโยค ทุกแผนการชั่วๆ ของพวกคุณทุกคน!”
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันทันที ใบหน้าของเอเดรียนถอดสีจนซีดเผือด ส่วนคุณหญิงวิภารีบยกมือกุมอก
“ทั้งเรื่องเงินหนึ่งล้าน เรื่องที่จะหลอกเอาคอนโดเอกมัยราคา 18 ล้านไปจำนอง และเรื่องที่พวกคุณมองว่าฉันเป็นคนโง่ที่จูงจมูกง่าย…” ฉันจ้องลึกเข้าไปในตาของเอเดรียน “ห้าปีที่ผ่านมา… นายแสดงละครได้เก่งมากนะเอเดรียน”
“ลาร่า… มันไม่ใช่อย่างนั้นนะ คือ… ผมอธิบายได้…” เอเดรียนเริ่มละล่ำละลัก พยายามจะเข้ามาจับมือฉัน แต่ฉันสะบัดออกอย่างแรง
“ไม่ต้องมาแตะต้องตัวฉัน!” ฉันตวาดเสียงกร้าว “และที่สำคัญที่สุด… พวกแกคงรีบเงินจนหน้ามืดสินะ ถึงได้ส่งไอ้ภัทรไปขโมยบัตรประชาชนกับบัตรเอทีเอ็มของฉันเพื่อไปถอนเงินที่ธนาคารเมื่อบ่ายนี้!”
วินาทีนั้น ประตูห้องพักผู้ป่วยเปิดออกอย่างแรง ภัทรเดินเข้ามาในห้องด้วยสภาพหัวฟัดหัวเหวี่ยง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายและทนายรณรงค์เดินขนาบข้างเข้ามา
“พี่เอเดรียน! ช่วยผมด้วย! ตำรวจจับผมหาว่าผมพยายามยักยอกทรัพย์และลักทรัพย์!” ภัทรร้องลั่นด้วยความขวัญเสีย
ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
ทนายรณรงค์เดินเข้ามาสะกิดฉันเบาๆ พร้อมกับยื่นเอกสารปึกหนึ่งให้
“นี่คือหมายเรียกและเอกสารฟ้องหย่าครับเอเดรียน” ฉันยื่นกระดาษแผ่นนั้นกระแทกอกสามีลวงโลก “ฉันฟ้องหย่านาย โดยระบุเหตุฟ้องหย่าจากการฉ้อโกง ล่อลวง และพฤติกรรมที่ไม่ซื่อสัตย์ นอกจากนี้ ฉันจะถอนหุ้นทั้งหมดของฉันออกจากบริษัทเทรดดิ้งของเรา ซึ่งนั่นหมายความว่าบริษัทนั้นจะล้มละลายทันทีภายในสิ้นเดือนนี้ เพราะทุนทั้งหมด… มันเป็นของฉัน!”
“ลาร่า… อย่าทำแบบนี้เลยนะ ผมขอร้อง เราเป็นสามีภรรยากันนะ พ่อแค่พูดเล่นเฉยๆ!” เอเดรียนทรุดเข่าลงแทบเท้าฉัน น้ำตาเริ่มไหลอาบแก้ม ไม่รู้ว่าเพราะสำนึกผิดหรือเพราะกลัวจะสูญเสียความสะดวกสบายในชีวิตไป
“อ้อ… แล้วรถสปอร์ตคันที่ภัทรขับ” ฉันหันไปมองภัทรที่หน้าถอดสี “ในเมื่อมันเป็นชื่อของฉัน และฉันมีหลักฐานว่านายขโมยกุญแจและนำรถไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต แถมวันนี้ยังขโมยบัตรประชาชนฉันไปทำเรื่องทุจริตอีก… เตรียมตัวเข้าไปนอนในคุกได้เลย”
“คุณเกริก คุณหญิงวิภา” ฉันหันไปหาผู้ใหญ่ทั้งสองคนที่ตอนนี้ตัวสั่นเทา “คอนโดที่พวกคุณอยู่ทุกวันนี้ ก็เป็นชื่อของฉัน สิ้นเดือนนี้กรุณาย้ายออกไปซะ ถ้าไม่อยากให้ฉันส่งคนมาโยนข้าวของทิ้งลงข้างถนน”
“ลาร่า… แม่ขอโทษ… แม่ไม่ได้ตั้งใจ…” คุณหญิงวิภาร้องไห้โฮ
“สายไปแล้วค่ะ” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและไร้ความปรานี
อิสรภาพที่แท้จริง
ฉันหันหลังให้ครอบครัวจอมปลอมนี้เป็นครั้งสุดท้าย โดยไม่มีน้ำตาไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว ความรักที่ฉันเคยมีให้เอเดรียนมันได้ตายจากไปตั้งแต่เสียงหัวเราะเยาะที่หน้าห้องผู้ป่วยเมื่อเช้านี้แล้ว
เอเดรียนตะโกนเรียกชื่อฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเสียงหลง แต่ฉันไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง
หนึ่งเดือนต่อมา…
-
ภัทร ถูกดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์และพยายามฉ้อโกง โดยฉันปฏิเสธการยอมความทุกกรณี
-
บริษัทเทรดดิ้ง ของเอเดรียนถูกฟ้องล้มละลายและปิดตัวลง ทรัพย์สินทั้งหมดถูกยึดทรัพย์เพื่อชดใช้หนี้สินสินสมรสที่เขาแอบไปก่อไว้
-
เอเดรียนและพ่อแม่ ต้องย้ายออกจากคอนโดของฉัน ไปเช่าห้องพักรูหนูอยู่แถบชานเมือง ไร้ทั้งเงิน ไร้ทั้งเกียรติยศ และต้องแบกรับภาระหนี้สินที่ไม่มีวันจ่ายหมด
ส่วนตัวฉัน… ฉันนั่งจิบกาแฟอยู่บนดาดฟ้าคอนโดของตัวเองในยามเย็น มองดูแสงไฟของกรุงเทพฯ ด้วยความรู้สึกที่เบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
การแก้แค้นที่ดีที่สุด ไม่ใช่การกรีดร้องหรือใช้กำลัง… แต่คือการดึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของเราคืนมา แล้วปล่อยให้คนสารเลวเหล่านั้นดิ้นรนอยู่กับความจริงที่ว่า… พวกเขาไม่มีวันหลอกฉันได้อีกต่อไป