ตอนที่ 3: 30 นาทีแห่งการพิพากษา

ตอนที่ 3: 30 นาทีแห่งการพิพากษา

คำขู่ของมาเตโอไม่ได้ทำให้ผมสะทกสะท้าน ตรงกันข้าม มันกลับทำให้ผมรู้สึกสมเพชในความโง่เขลาของพวกมัน ผมไม่ได้ตะโกนด่าทอ ไม่ได้พุ่งเข้าไปชกหน้ามันให้สมกับความแค้น แต่ผมกลับเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าในกระเป๋าเสื้อออกมาอย่างช้า ๆ

“30 นาที…” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทพลางจ้องลึกเข้าไปในตาของมาเตโอ “ฉันจะให้เวลาพวกแก 30 นาทีในการเสวยสุขกับเศษเงินของพวกแกเป็นครั้งสุดท้าย”

“ฮ่า ๆๆ! โทรหาใครล่ะท่านนายพล? โทรหาผู้บัญชาการทหารสูงสุดเหรอ? หรือโทรหารัฐมนตรี? บอกไว้ก่อนนะว่าพวกนั้นเพิ่งมากินข้าวที่บ้านฉันเมื่อวานนี้เอง!” มาเตโอหัวเราะร่าอย่างชอบใจ ดอนญ่า คาร์เมล่า เองก็หยิบพัดขึ้นมาโบกด้วยท่าทางผู้ดีจอมปลอม

ผมไม่ตอบ แต่กดสายตรงไปยังเบอร์ภายในที่เป็นความลับสุดยอดของกองทัพ

“ผมพลเอกอาทูโร… เปิดระบบรหัสสีดำ (Black Code) ปฏิบัติการกวาดล้างภัยความมั่นคงแห่งชาติขั้นสูงสุด เริ่มได้!”

สิ้นเสียงของผม ปลายสายตอบรับด้วยความเคารพอย่างสูงสุด “รับทราบครับท่านนายพล! ทุกหน่วยเคลื่อนกำลังพลเต็มรูปแบบ!”

เมื่อผมวางสาย สองแม่ลูกยังคงยิ้มเยาะอย่างไม่รู้ชะตากรรม

นาทีที่ 10: สัญญาณเตือนภัยสายแรก

บรรยากาศในห้องฉุกเฉินเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อโทรศัพท์ในกระเป๋าสูทของมาเตโอดังขึ้น เขากดรับสายด้วยท่าทีสบาย ๆ “ว่าไง… มีอะไร?”

แต่ทันทีที่ปลายสายพูดจบ หน้าของมาเตโอก็สลับสีจากความโอหังกลายเป็นความซีดเผือด

“ว… ว่าไงนะ?! บัญชีธนาคารในประเทศและต่างประเทศทั้งหมดของบริษัทถูกอายัด?! เงินสดในระบบโดนบล็อกงั้นเหรอ?! เป็นไปได้ยังไง! ไปติดต่อผู้ว่าการธนาคารกลางเดี๋ยวนี้!” มาเตโอตะโกนลั่นห้อง ท่าทางลนลานอย่างเห็นได้ชัด

นาทีที่ 20: จักรวรรดิที่เริ่มพังทลาย

ยังไม่ทันที่มาเตโอจะตั้งสติได้ โทรศัพท์ของดอนญ่า คาร์เมล่า ก็ดังขึ้นบ้าง เธอรีบกดรับสายด้วยมือที่สั่นเทา

“คุณผู้หญิงครับ! แย่แล้วครับ!” เสียงทนายความประจำตระกูลดังรอดออกมาจนคนในห้องได้ยิน “กองกำลังคอมมานโดติดอาวุธหนักพร้อมปปง. และดีเอสไอ บุกเข้ายึดตึกสำนักงานใหญ่และคฤหาสน์ของพวกเราแล้วครับ! หลักฐานการฟอกเงิน การค้าอาวุธเถื่อน และการติดสินบนนักการเมืองที่พวกเราซ่อนไว้ในเซฟลับ ถูกทหารยึดไปหมดแล้ว! ตอนนี้ศาลออกหมายจับคุณผู้หญิงและคุณมาเตโอ ข้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติตัดสินประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตครับ!”

“ม… ไม่จริง! พลเอกอาทูโรไม่มีอำนาจขนาดนั้น! พวกแกทำอะไรอยู่ฮะ?!” ดอนญ่า คาร์เมล่า กรีดร้อง พัดในมือร่วงลงพื้น เพชรพลอยบนตัวไม่ช่วยให้เธอรู้สึกปลอดภัยอีกต่อไป

ตอนที่ 4: เถ้าถ่านแห่งจักรวรรดิหมื่นล้าน

นาทีที่ 30: สู่จุดจบ

เสียงฝีเท้าหนักแน่นของรองเท้าบูททหารนับสิบคู่ดังสนั่นไปตามทางเดินของโรงพยาบาล ประตูห้องพักถูกกระแทกเปิดออกอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่บอดี้การ์ดของมาเตโอ ทว่าเป็นทหารหน่วยรบพิเศษในชุดเกราะเต็มยศ อาวุธครบมือ บุกเข้ามาล้อมห้องและเล็งปืนไปที่สองแม่ลูกทันที

บอดี้การ์ดของมาเตโอด้านนอกถูกกดลงกับพื้นและใส่กุญแจมือเรียบร้อย

“รายงานครับท่านนายพล! ปฏิบัติการเสร็จสิ้นแล้วครับ!” ผู้บังคับหมวดหนุ่มก้าวเข้ามาทำความเคารพผมอย่างนอบน้อม “นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกคนที่เคยรับเงินสินบนจากตระกูลนี้ ถูกกองทัพควบคุมตัวเข้าค่ายทหารเพื่อดำเนินคดีข้อหากบฏต่อแผ่นดินเรียบร้อยแล้วครับ ทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลนี้ถูกยึดเป็นของรัฐ ไม่มีเงินเหลือแม้แต่เซ็นต์เดียว!”

มาเตโอเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว เขาเงยหน้ามองผมราวกับเห็นมัจจุราช

“ค… คุณทำได้ยังไง? คุณเป็นแค่ทหาร… พวกเรามีเงินเป็นหมื่นล้าน… พวกเราคุมรัฐบาล…” มาเตโอพึมพำเหมือนคนเสียสติ

ผมเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้ามัน ก้มลงมองด้วยสายตาที่เย็นชาที่สุดในชีวิต

“พวกแกคุมรัฐบาลที่โกงกิน…” ผมเอ่ยเสียงต่ำ “แต่ฉันคุมกองทัพที่ปกป้องแผ่นดินนี้”

“ดาวบนบ่าของฉันไม่ได้มีไว้เพื่อโชว์ แต่มันคืออำนาจเด็ดขาดที่ประชาชนมอบให้เพื่อกำจัดขยะสังคมอย่างพวกแก เงินของพวกแกซื้อได้แค่นักการเมืองชั่ว ๆ แต่ซื้อศักดิ์ศรีของทหารและหัวใจของคนเป็นพ่อไม่ได้!”

ดอนญ่า คาร์เมล่า คลานเข้ามาเกาะขากางเกงของผม น้ำตานองหน้า “ท่านนายพล… ดิฉันกราบละค่ะ ดิฉันผิดไปแล้ว เมตตาพวกเราด้วย…”

ผมสะบัดขาออกอย่างไม่ใยดี “ตอนที่ลูกสาวฉันร้องขอความเมตตา พวกแกเคยมีให้เธอไหม? เอาตัวพวกมันออกไป! ให้พวกมันไปเน่าตายในคุกที่มืดที่สุด!”

ทหารลากตัวสองแม่ลูกที่ร้องไห้โฮราวกับคนบ้าออกไปจากห้อง จักรวรรดิหมื่นล้านที่พวกมันสร้างขึ้นมาจากความคดโกงและการกดขี่ พังทลายกลายเป็นเถ้าถ่านภายในเวลาเพียง 30 นาที

บทส่งท้าย: อ้อมกอดของพ่อ

เมื่อความวุ่นวายจบลง ห้องกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง ผมหันกลับไปหาเอลาร่า ลูกสาวของผมที่นอนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม แต่คราวนี้มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความกลัว… มันคือน้ำตาแห่งความโล่งอก

ผมเดินเข้าไปนั่งลงข้างเตียง ดึงร่างของลูกสาวเข้ามาโอบกอดไว้ในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยนที่สุด

“ไม่เป็นไรแล้วนะลูก… ไม่มีใครทำร้ายลูกได้อีกแล้ว” ผมกระซิบข้างหูเธอ “ตราบใดที่พ่อยังหายใจอยู่ พ่อจะปกป้องลูกเอง”

ในคืนนั้น โลกได้เรียนรู้บทเรียนราคาแพง… อย่าได้ประเมินค่าความรักของคนเป็นพ่อต่ำเกินไป เพราะเมื่อลูกสาวอันเป็นที่รักถูกทำร้าย แม้แต่มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลที่สุด ก็ไม่อาจต้านทานเพลิงแค้นของพ่อที่เป็นนายพลคนนี้ได้!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *