ทะลุมิติมาเปลี่ยนบทบาท: แม่สปอยล์ตัวร้ายให้กลายเป็นสุภาพบุรุษ

ตอนที่ 1: หน้าต่างโปร่งแสงและกำแพงน้ำแข็ง

คืนแรกในห้องเช่าเล็ก ๆ ผ่านไปอย่างเงียบสงบ แต่สำหรับฉัน มันคือการเริ่มต้นสงครามประสาทขนาดย่อม ลู่เหยียนและลู่หว่านนอนในห้องนอนใหญ่ ส่วนฉันนอนที่โซฟาในห้องนั่งเล่น

กลางดึก คืนนั้นมีเสียงฝนตกปรอย ๆ ฉันตื่นขึ้นมาเพราะเสียงสะอื้นเบา ๆ เมื่อแง้มประตูห้องนอนเข้าไปดู ก็เห็นลู่เหยียนกำลังโอบกอดน้องสาวที่กำลังร้องไห้ละเมอเอาไว้แน่น ดวงตาของเด็กชายวัยสิบขวบเบิกกว้างในความมืด เขามองมาที่ฉันด้วยความระแวดระวังทันทีราวกับสัตว์ป่าที่พร้อมจะกระโจนเข้าใส่หากฉันทำท่าจะแย่งชิ้นเนื้อของเขาไป

ฉันไม่ได้เข้าไปใกล้ ทำเพียงแค่เดินไปปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้พอดี แล้ววางผ้าห่มผืนหนาอีกผืนไว้ที่ปลายเตียง

“ถ้าหนาวก็ห่มเพิ่มนะ” ฉันกระซิบ “ราตรีสวัสดิ์”

ตื่นเช้ามา ผ้าห่มผืนนั้นถูกดึงไปคลุมตัวลู่หว่านเรียบร้อยแล้ว ส่วนลู่เหยียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่า ๆ มองฉันทำมื้อเช้าด้วยสายตาที่ยังคงเต็มไปด้วยคำถาม

ในตอนนั้นเอง ตัวหนังสือโปร่งแสงที่ฉันเริ่มจะชินตาขยับพิมพ์ขึ้นมาอีกครั้ง: 【ดูสายตาอามหวังในอนาคตสิ แค้นโลกใบนี้จะตายอยู่แล้ว พี่สาวคิดว่าจะใช้ความรักละลายน้ำแข็งโบราณได้จริง ๆ เหรอ? พลอตเรื่องเดิมเขียนไว้ว่าเขาจะหักหลังทุกคนที่เข้าใกล้เลยนะ!】

ฉันหยิบไข่ดาวใส่จานแล้วหันไปยิ้มให้ลู่เหยียนในใจพรางคิด ‘งั้นก็คอยดูแล้วกันว่านิยายกับชีวิตจริง อะไรมันจะแน่กว่ากัน’

ตอนที่ 2: บทเรียนราคาแพงของ “ตัวร้าย”

ผ่านไปหนึ่งเดือน ฉันเริ่มปรับตัวกับชีวิตการเป็น “คุณแม่จำเป็น” ได้ดีขึ้น ฉันใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายเปิดร้านเบเกอรี่เล็ก ๆ ใกล้โรงเรียนใหม่ของเด็ก ๆ เพื่อจะได้มีเวลาดูแลพวกเขาเต็มที่ ลู่หว่านเริ่มร่าเริงและยอมให้ฉันกอดแล้ว ส่วนลู่เหยียน… เขายังคงพูดนับคำได้ แต่เขามักจะมานั่งเงียบ ๆ ที่หลังร้าน ช่วยฉันพับกล่องขนมเค้กด้วยนิ้วมือเรียวยาวคู่นั้น

จนกระทั่งวันหนึ่ง ลู่เหยียนกลับมาจากโรงเรียนด้วยสภาพเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนฝุ่น และมุมปากมีรอยช้ำเลือด

“เกิดอะไรขึ้น?!” ฉันรีบวิ่งเข้าไปหา ย่อตัวลงจับไหล่เขาด้วยความตกใจ

ลู่เหยียนเบือนหน้าหนี สะบัดไหล่ออกจากการเกาะกุม “ไม่มีอะไร แค่หกล้ม”

“หกล้มหน้าไหนถึงได้เป็นรอยหมัดแบบนี้?” ฉันเสียงดังขึ้นเล็กน้อยด้วยความโมโห… ไม่ได้โมโหเขา แต่โมโหคนคอมเมนต์โปร่งแสงที่เด้งขึ้นมาพร้อมกันต่างหาก

【มาแล้วจ้า จุดเปลี่ยนแรก ลู่เหยียนโดนเพื่อนล้อว่าเป็นเด็กกำพร้า เลยไปต่อยลูกชายเจ้าของตลาดอัมพาตไปครึ่งแถบ นี่แหละสัญชาตญาณความรุนแรงของตัวร้ายตัวพ่อ!】

ฉันสูดหายใจลึก ๆ ไม่สนใจตัวหนังสือพวกนั้น เดินไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลมา นั่งลงข้าง ๆ เขาแล้วดึงข้อมือเขาไว้แน่นแต่เบามือ

“ลู่เหยียน มองหน้าพี่” ฉันเปลี่ยนสรรพนามกลับมาเป็นพี่สาวตามที่เขาเคยชิน “นายไม่ได้อยากมีเรื่องใช่ไหม? พวกนั้นพูดอะไร?”

เด็กชายกำหมัดแน่น ดวงตาสีดำสนิทไหวระริกด้วยความโกรธและความน้อยเนื้อต่ำใจที่พยายามซ่อนไว้ “พวกมันบอกว่า… พี่… ไม่ใช่ แม่จริง ๆ อีกไม่นานก็คงเบื่อ แล้วก็คงจะทิ้งพวกเราเหมือนคนอื่น ๆ” เขากลืนน้ำลายซ่อนเสียงสะอื้น “พวกมันบอกว่าหว่านหว่านเป็นใบ้… ผมเลยต่อยมัน”

ฉันนิ่งไป ความเจ็บปวดแล่นริ้วเข้ามาในใจ ฉันดึงร่างเล็ก ๆ ที่พยายามทำตัวแข็งแกร่งนั้นเข้ามาสวมกอดไว้แน่น ลู่เหยียนชะงักไปทั้งตัว ร่างกายของเขาแข็งทื่อเหมือนก้อนหิน

“ฟังพี่นะ” ฉันกระซิบข้างหูเขา “พี่ซูเนี่ยนคนนี้ จะไม่ทิ้งนายกับหว่านหว่านเด็ดขาด ต่อให้ฟ้าถล่มดินทลาย พี่ก็จะเป็นบ้านของพวกเธอ และใครที่มันกล้ารังแกพวกเธอ พี่จะไปเอาเรื่องมันเอง!”

วันนั้น ฉันปิดร้านเบเกอรี่ และจูงมือลู่เหยียนเดินดิ่งไปที่บ้านของเด็กชายคู่กรณีทันที ฉันไม่ได้ไปยอมความ แต่ไปเพื่อเคลียร์ให้ชัดเจนว่า ‘เด็กสองคนนี้มีผู้ปกครอง และผู้ปกครองคนนี้พร้อมจะฟ้องร้องข้อหาหมิ่นประมาทและกลั่นแกล้งรังแกหากเรื่องนี้ไม่จบ’

หลังจากวันนั้น สายตาที่ลู่เหยียนมองฉันก็เริ่มเปลี่ยนไป… กำแพงน้ำแข็งหนาเตอะเริ่มมีรอยร้าว

ตอนที่ 3: สิบปีผ่านไป… ชะตาชีวิตที่พลิกผัน

เวลาผ่านไปราวกับติดปีก… จากห้องเช่าเล็ก ๆ สู่บ้านเดี่ยวหลังย่อม จากร้านเบเกอรี่ห้องแถวกลายเป็นแฟรนไชส์ขนมหวานชื่อดัง

สิบปีต่อมา…

“แม่ครับ ชาอุ่น ๆ ครับ”

เสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลดังขึ้นพร้อมกับแก้วชาเซรามิกที่วางลงบนโต๊ะทำงานของฉัน ชายหนุ่มอายุยี่สิบปีในชุดสูทสากลเรียบร้อย ใบหน้าหล่อเหลาจนคมกริบ ดวงตาสีดำสนิทที่เคยเย็นชาในวันวาน บัดนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่นและเคารพรักยามมองมาที่ฉัน

เขาคือ ลู่เหยียน… หรือ “อามหวัง” ที่ข้อความโปร่งแสงเคยกล่าวไว้

ใช่แล้ว ลู่เหยียนขึ้นแท่นเป็นนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองหลวงตั้งแต่อายุยังน้อย เขามีความสามารถในการพลิกโฉมวงการธุรกิจได้ด้วยมือข้างเดียวจริง ๆ… แต่เขาไม่ได้ทำเพื่อทำลายล้าง เขารวบรวมบริษัทอสังหาริมทรัพย์และก่อตั้งมูลนิธิเพื่อเด็กกำพร้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

“หว่านหว่านล่ะ?” ฉันถามพลางจิบชารสดี

“ยัยตัวแสบกำลังควบคุมการจัดดอกไม้ในงานเลี้ยงครบรอบบริษัทครับ” ลู่เหยียนยิ้มบาง ๆ ซึ่งเป็นยิ้มที่มีให้แค่คนในครอบครัวเท่านั้น

ลู่หว่าน ในวัยสิบหกปี เติบโตขึ้นมาเป็นหญิงสาวที่สวยสะดุดตาและเฉลียวฉลาด เธอไม่ได้ล้มสามตระกูลใหญ่ด้วยความแค้นเหมือนใน “บทละครเดิม” แต่เธอเพิ่งจะชนะการประมูลโครงการระดับชาติและจับมือเป็นพันธมิตรกับสามตระกูลใหญ่เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจต่างหาก!

ในตอนนั้นเอง หน้าต่างข้อความโปร่งแสงที่ไม่ได้ปรากฏมานานหลายปี ก็เด้งขึ้นมาวูบวาบราวกับระบบรวน:

【เชี่ย… นี่มันเรื่องจริงเหรอเนี่ย? อามหวังกลายเป็นสุภาพบุรุษนักธุรกิจใจบุญ?】 【ลู่หว่านกลายเป็นนางฟ้าแห่งวงการทูตธุรกิจ? ไม่ใช่ตัวร้ายล้างตระกูลเหรอ?】 【พี่สาวคนนี้เปลี่ยนบทประพันธ์ระดับเทพเจ้า! ขอกราบในความหน้าหนาและใจถึงของแม่ซูเนี่ยนเลยจ้า!】

ฉันมองข้อความเหล่านั้นแล้วลอบหัวเราะในใจ

ตอนที่ 4: ครอบครัวที่แท้จริง

ในงานเลี้ยงค่ำคืนนั้น แสงไฟสปอตไลท์ส่องสว่าง ลู่เหยียนและลู่หว่านเดินเคียงคู่กันเข้ามาหาฉัน ท่ามกลางสายตาชื่นชมของผู้คนมากมายในสังคมชั้นสูง ทั้งสองคนไม่ได้สนใจคำเยินยอของใครพวกเขากลับเดินตรงมาคุกเข่าลงข้าง ๆ เก้าอี้ของฉัน

ลู่หว่านกอดเอวฉันไว้แล้วซบหน้าลงบนตัก “แม่คะ วันนี้หนูทำสำเร็จอีกงานแล้วนะ”

ลู่เหยียนจับมือฉันไว้ มือของเขาในตอนนี้ใหญ่และอบอุ่นมาก ไม่ใช่เด็กชายมือเย็นเฉียบในวันวานอีกต่อไป

“ถ้าไม่มีแม่ในวันนั้น… ก็คงไม่มีพวกเราในวันนี้” ลู่เหยียนพูดเสียงจริงจัง ดวงตาของเขาสะท้อนภาพของฉันเพียงคนเดียว “ขอบคุณครับแม่ ที่ไม่ยอมปล่อยมือจากตัวร้ายอย่างพวกเรา”

ฉันยิ้ม ลูบหัวเด็กทั้งสองคนด้วยความตื้นตันใจ

“พวกเธอไม่ใช่ตัวร้าย…” ฉันพูดพรางมองไปที่พื้นที่ว่างตรงหน้า ที่ซึ่งตัวหนังสือโปร่งแสงค่อย ๆ จางหายไปตลอดกาล

“พวกเธอคือแก้วตาดวงใจของแม่ต่างหาก”

ไม่มีใครเกิดมาเพื่อเป็นตัวร้าย… มีเพียงคนที่ยังไม่ได้รับความรักที่มากพอ และฉัน… ซูเนี่ยน ได้พิสูจน์ให้โลกใบนี้เห็นแล้ว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *