บรรยากาศในห้องพักฟื้นเปลี่ยนไปราวกับมีพายุเข้า พ่อของฉันที่เคยเกรี้ยวกราดเมื่อครู่ ตอนนี้ยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ส่วนแม่ถึงกับพูดไม่ออก สั่นไปทั้งตัวเมื่อเห็นชายหนุ่มที่ทรงอิทธิพลที่สุดในแวดวงธุรกิจยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า
“ผมถามว่า… พวกคุณกำลังพูดอะไรนะ?” อนันต์ย้ำคำถามเดิมด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่ากดดันจนคนฟังแทบหายใจไม่ออก “ที่ว่าลูกของผมเป็นเด็กไม่มีพ่อ… แล้วนี่ใคร? ถ้าไม่ใช่คนเป็นพ่อที่กำลังมาแสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มภาคภูมิ?”
พ่อพยายามรวบรวมสติ แม้เหงื่อจะซึมตามไรผม “คุณ… คุณอนันต์… เราไม่รู้ว่าลูกสาวของเราเกี่ยวข้องกับคุณ…”
“นั่นคือปัญหาของพวกคุณครับ” อนันต์ขัดจังหวะทันที เขาหันมามองฉัน แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนอย่างสิ้นเชิง ก่อนจะหันกลับไปหาพวกท่านด้วยสายตาเย็นเยียบอีกครั้ง “และต่อให้ไม่ใช่ผม การดูถูกชีวิตหนึ่งชีวิตที่เพิ่งเกิดมาเพียงเพราะเรื่องศักดิ์ศรีจอมปลอม… มันทำให้ผมรู้แล้วว่าทำไมคนอย่างคุณถึงไม่ควรได้รับความเคารพ”
ฉันขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงหมอน มือข้างหนึ่งประคองลูกไว้ อีกข้างหยิบซองเอกสารที่แม่วางทิ้งไว้ขึ้นมา ฉันมองหน้าพ่อแม่ด้วยสายตาที่ไม่มีความอาลัยอาวรณ์เหลืออยู่เลย
“แม่คะ…” ฉันเรียกเสียงเรียบ “ในซองนี้ไม่ใช่สัญญาโอนหุ้น แต่มันคือรายงานการตรวจสอบบัญชีฉบับเต็มของ ‘เมธา ดีเวลลอปเมนท์’ ที่ฉันทำเก็บไว้ตลอดสองปีที่ผ่านมา”
แม่ชะงัก สายตาจับจ้องไปที่ซองเอกสารอย่างหวาดระแวง
“รวมถึงบันทึกการโอนเงินเข้าบัญชีลับของพี่กานต์ และรายชื่อบริษัทบังหน้าทั้งหมดที่เกี่ยวพันกับการฉ้อโกง” ฉันยิ้มบางๆ ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ทำให้พวกท่านต้องหนาวเยือก “ถ้าฉันเซ็นโอนหุ้นให้พี่กานต์ตามที่พวกคุณต้องการ ฉันคงโง่เต็มทน แต่ในเมื่อพวกคุณมาหาฉันถึงที่นี่… ฉันคิดว่านี่คือโอกาสดีที่จะสรุปเรื่องทั้งหมด”
“แก… แกจะทำอะไร!” พ่อตะคอก แต่เสียงนั้นสั่นเครือ
“ฉันไม่ได้จะทำอะไรหรอกค่ะ” ฉันส่งซองเอกสารให้ทนายความที่มากับอนันต์ “แต่ทนายของฉันจะทำหน้าที่นำหลักฐานพวกนี้ไปยื่นต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริต รวมถึงธนาคารเจ้าหนี้ทุกรายของบริษัท”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง แต่คราวนี้มันคือความเงียบแห่งความตายสำหรับอนาคตของพวกท่าน
“พี่กานต์จะติดคุก ส่วนบริษัทของพวกคุณ… หลังจากวันนี้ หุ้นจะดิ่งลงจนแทบไม่มีค่าเหลือ” ฉันพูดต่ออย่างใจเย็น “คุณอยากได้หุ้น 12% ของฉันไปช่วยลูกรักของคุณงั้นเหรอ? เชิญเอาไปสิคะ แต่มันจะกลายเป็นใบเบิกทางไปสู่การล้มละลายของครอบครัวเราเอง”
แม่ทรุดลงนั่งกับเก้าอี้ข้างเตียง หน้าตาที่เคยหยิ่งผยองดูแก่ลงไปนับสิบปีในชั่วพริบตา พ่อจ้องมองฉันราวกับเห็นปีศาจ แต่ฉันก็แค่แม่คนหนึ่งที่ปกป้องลูกชายของฉันจากคนใจร้าย
“พวกคุณมีเวลาตัดสินใจไม่มาก” อนันต์เสริมพลางกอดอก “ว่าจะเดินออกไปจากห้องนี้เงียบๆ แล้วปล่อยให้ผมจัดการทางกฎหมายตามความเหมาะสม… หรือจะให้ผมใช้ช่องทางที่มีทั้งหมด ‘ทำลาย’ ชื่อเสียงของตระกูลพวกคุณให้ย่อยยับจนไม่เหลือซากในเช้าวันพรุ่งนี้”
ไม่มีใครพูดอะไรอีก พ่อประคองแม่ที่แทบจะเป็นลมเดินออกจากห้องไปอย่างคนพ่ายแพ้ แผ่นหลังที่เคยตั้งตรงอย่างถือดีบัดนี้ดูห่อเหี่ยวและไร้ความหมาย
เมื่อประตูห้องปิดลง ความเงียบที่แสนสบายก็กลับคืนมา
อนันต์ทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง เขาจุมพิตที่หน้าผากฉันอย่างแผ่วเบา ก่อนจะก้มลงมอง ‘น้องนนท์’ ที่นอนหลับสบายในอ้อมแขนของฉัน
“ผมมาสายไปนิดหน่อยหรือเปล่า?” เขาถามเบาๆ
ฉันส่ายหน้า รอยยิ้มที่แท้จริงปรากฏขึ้นบนใบหน้าเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน “ไม่เลยค่ะ… คุณมาได้ถูกจังหวะที่สุด”
ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ ไม่มีอีกแล้วหญิงสาวที่อ่อนแอหรือลูกสาวที่ถูกมองข้าม มีเพียงแม่คนหนึ่งที่ปกป้องครอบครัวของตัวเองได้สำเร็จ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไม่มีพันธนาการใดๆ มาฉุดรั้งไว้อีกต่อไป